เมื่ออิสราเอล อิหร่าน สหรัฐฯ ปะทะกัน เรากระทบแค่ไหน?
เกษตรน่ารู้

เมื่ออิสราเอล อิหร่าน สหรัฐฯ ปะทะกัน เรากระทบแค่ไหน?

ช่วงนี้ถ้าใครเปิดดูข่าว หรือไถฟีดโซเชียล เชื่อว่าต้องเห็นข่าวความตึงเครียดในตะวันออกกลางกันบ้างแหละครับ ทั้งอิสราเอล อิหร่าน แล้วก็พี่ใหญ่อย่างสหรัฐฯ ที่ดูเหมือนสถานการณ์จะร้อนแรงขึ้นทุกที โดยเฉพาะข่าวการโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซที่มีเรือไทยไปเกี่ยวด้วยเนี่ย ทำเอาหลายคนเริ่มกังวล

หลายคนอาจจะสงสัยว่า "เอ๊ะ เรื่องมันเกิดตั้งไกลบ้านเราขนาดนั้น มันจะมาเกี่ยวอะไรกับเศรษฐกิจไทย? แล้วเงินในกระเป๋าเราจะหายไปไหม?" วันนี้เราจะมาชวนคุยเรื่องนี้กันแบบง่ายๆ ฟังเพลินๆ ให้เห็นภาพชัดๆ ว่าเศรษฐกิจไทยในวันที่ตะวันออกกลางเดือดแบบนี้ เราต้องเจออะไรบ้าง ไปหาคำตอบพร้อมกันครับ

เรื่องแรกที่ใกล้ตัวเราที่สุดและกระทบเร็วที่สุด คือ "ราคาน้ำมัน" ครับ

ลองนึกภาพตามนะครับ ช่องแคบฮอร์มุซเนี่ยเปรียบเสมือน "เส้นเลือดใหญ่" ของพลังงานโลก เพราะน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลกต้องไหลผ่านช่องแคบเล็กๆ นี้ พอมีการโจมตีเรือ หรือมีการขู่ว่าจะปิดช่องแคบขึ้นมา ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ดีดตัวสูงขึ้นทันที ล่าสุดพุ่งไปแตะระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว

แล้วไทยเราล่ะ? ประเทศไทยเราเป็นผู้นำเข้าน้ำมันตัวยงเลยครับ เราพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 1 ใน 3 ของการใช้ทั้งหมด พอต้นทุนน้ำมันแพงขึ้น สิ่งที่จะตามมาเป็นทอดๆ คือ ค่าขนส่งแพงขึ้น พอน้ำมันรถบรรทุกแพง ผักสด อาหาร หรือของใช้ที่เราซื้อในห้างฯ ก็อาจจะปรับราคาขึ้นตามไปด้วย และที่สำคัญคือ "ค่าไฟ" ครับ เพราะเราใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเยอะมาก ซึ่งราคาก็ผูกติดกับน้ำมันนี่แหละครับ สรุปง่ายๆ คือ "ค่าครองชีพ" ของเราอาจจะพุ่งสูงขึ้นแบบเลี่ยงไม่ได้เลย

ประเด็นต่อมาคือเรื่องของ "ทองคำ" และ "ค่าเงิน" ครับ

สังเกตไหมครับว่าเวลาโลกมีสงคราม หรือมีเหตุการณ์ไม่สงบ ราคาทองคำจะพุ่งพรวดทันที นั่นเป็นเพราะนักลงทุนเขามองว่าทองคำคือ "สินทรัพย์ปลอดภัย" หรือ Safe Haven ครับ พอคนกลัวเขาก็จะเทขายหุ้นแล้วหนีไปซื้อทองเก็บไว้ ทำให้ราคาทองในบ้านเราพุ่งทำสถิติใหม่กันเป็นว่าเล่น ใครที่มีทองเก็บไว้อาจจะยิ้มออก แต่ถ้าใครกำลังจะไปซื้อทองหมั้นหรือทองแต่งงานช่วงนี้ ก็อาจจะต้องปาดเหงื่อกันหน่อย

ส่วนเรื่องค่าเงินบาทก็น่าจับตาครับ ในยามวิกฤตแบบนี้ เงินดอลลาร์สหรัฐมักจะแข็งค่าขึ้น เพราะคนเชื่อมั่นในความปลอดภัยมากกว่าเงินสกุลอื่นๆ ผลที่ตามมาคือเงินบาทเราอาจจะอ่อนค่าลง ซึ่งมันมีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ ข้อดีคือคนส่งออกสินค้าไทยไปขายต่างประเทศจะได้เงินบาทกลับมามากขึ้น แต่ข้อเสียคือเวลาเรานำเข้าเครื่องจักรหรือน้ำมัน เราก็ต้องจ่ายแพงขึ้นไปอีกครับ

เรื่องที่สามคือ "การส่งออกและการท่องเที่ยว" ครับ

ตะวันออกกลางถือเป็นลูกค้าคนสำคัญของไทยเราเลยนะครับ เราส่งออกทั้งข้าว อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนรถยนต์ ไปขายที่นั่นเยอะมาก พอเส้นทางเดินเรือไม่ปลอดภัย มีการโจมตีเรือสินค้าเกิดขึ้น ค่าระวางเรือหรือค่าขนส่งทางเรือก็พุ่งสูงขึ้นทันที แถมค่าประกันภัยเรือก็แพงขึ้นด้วย สิ่งนี้ทำให้สินค้าไทยไปขายยากขึ้น และคู่ค้าอาจจะชะลอการสั่งซื้อไปก่อน คาดกันว่าถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ รายได้จากการส่งออกของไทยอาจจะหายไปหลายหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

ส่วนการท่องเที่ยวล่ะ? นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเนี่ยถือเป็นกลุ่ม "กระเป๋าหนัก" เลยนะครับ เขาชอบมาหาหมอ มาช้อปปิ้งในไทย พอมีสงครามที่บ้านเขา หรือบรรยากาศการเดินทางทั่วโลกดูไม่ปลอดภัย เขาก็อาจจะยกเลิกทริป หรือเปลี่ยนใจไม่มาเที่ยวไทย ซึ่งแน่นอนว่ากระทบต่อรายได้ของพ่อค้าแม่ค้าและโรงแรมในบ้านเราแน่นอนครับ

ฟังมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเริ่มเครียด แต่ช้าก่อนครับ... เศรษฐกิจไทยเราไม่ได้เปราะบางขนาดนั้น รัฐบาลเขาก็มีการเตรียมพร้อมอยู่ครับ เช่น การสำรองน้ำมันที่ตอนนี้เรามีใช้ได้อีกมากกว่า 60 วัน หรือการใช้กองทุนน้ำมันมาช่วยพยุงราคาไม่ให้พุ่งสูงจนเราแบกไม่ไหว

ในฐานะคนทั่วไปอย่างเรา สิ่งที่เราทำได้คือ "การมีสติ" ครับ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดแต่ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป ลองสำรวจรายจ่ายในบ้านดูว่าส่วนไหนที่ลดได้ หรือเตรียมแผนสำรองเผื่อกรณีที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น การวางแผนการเงินที่ดีในช่วงวิกฤตแบบนี้คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดครับ

สุดท้ายนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจจะดูไกลตัว แต่ในโลกที่เชื่อมต่อกันแบบนี้ ไม่มีใครไม่ได้รับผลกระทบครับ เราก็ได้แต่หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงโดยเร็ว เพื่อให้โลกและเศรษฐกิจไทยกลับมาเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่นอีกครั้ง

ชมคลิป

ข่าวที่คุณอาจสนใจ