ในขณะนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอล อิหร่าน และสหรัฐอเมริกา ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของประเทศเหล่านั้นเท่านั้นครับ มันได้ลามไปถึงไร่นา บ้านเรือน และโต๊ะอาหารของเกษตรกรไทยแล้ว ผ่านทางราคาน้ำมัน ราคาปุ๋ย และค่าขนส่ง ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า "วิกฤตตะวันออกกลาง" ส่งผลกระทบต่อเกษตรไทยอย่างไร และเกษตรกรไทยกำลังเผชิญกับอะไรบ้างในเวลานี้ครับ

มาเริ่มต้นจากที่ "ช่องแคบฮอร์มุซ" กันนะครับ สถานที่นี้อาจจะฟังดูแปลกตา แต่มันคือ "เส้นเลือดใหญ่" ของเศรษฐกิจโลก ช่องแคบฮอร์มุซ คือช่องแคบที่อยู่ระหว่างอิหร่านและโอมาน ซึ่งเชื่อมทะเลอาหรับกับทะเลโอมาน ประมาณหนึ่งในสามของการขนส่งน้ำมันทางทะเลของโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ครับ นั่นหมายความว่า ถ้าช่องแคบนี้ถูกปิด หรือเกิดความเสี่ยงในการขนส่ง ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งสูงขึ้นทันที แต่นอกเหนือจากน้ำมันแล้ว ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่ง "ปุ๋ยเคมี" ของโลกด้วยครับ ปุ๋ยเคมีที่มาจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะจากประเทศต่างๆ เช่น ซาอุดีอาระเบีย และอื่นๆ ต้องผ่านช่องแคบนี้เพื่อไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย

ตอนนี้ ผลกระทบก็เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนแล้วครับ ในเดือนมีนาคม 2569 นี้ ราคาปุ๋ยเคมีในไทยได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมากครับราคาปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยที่เกษตรกรใช้กันมากที่สุด ได้พุ่งเกินกว่า 1,000 บาทต่อกระสอบแล้ว ซึ่งเป็นราคาที่สูงที่สุดในหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรต้องหาปุ๋ยอื่นที่ถูกกว่า หรือลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลง ซึ่งส่งผลต่อผลผลิตได้ ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางประมาณ "หนึ่งในสามของการนำเข้าทั้งหมด" ครับ ดังนั้นเมื่อเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยง ราคาปุ๋ยก็จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

น้ำมันแพงและค่าขนส่งพุ่ง นอกจากปุ๋ยแล้ว ราคาน้ำมันก็ได้พุ่งขึ้นด้วยครับ ราคาน้ำมันดิบโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทยด้วย เมื่อน้ำมันแพง ค่าขนส่งก็แพงตามไปด้วย ทั้งค่าขนส่งสินค้าเกษตรไปยังตลาด และค่าขนส่งวัตถุดิบเข้ามาในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ลดลงประมาณ 75% ครับ ทำให้ค่าระวางเรือขนส่งทะเลพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าสินค้าเกษตรและวัตถุดิบต่างๆ ต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้น 8%: ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างๆ ต้นทุนการเกษตรโดยรวมได้เพิ่มขึ้นประมาณ 8% ครับ ซึ่งเป็นผลมาจากการพุ่งของราคาปุ๋ย เพิ่มขึ้น 3-5%, พลังงาน เพิ่มขึ้น 25%, และอาหารสัตว์ เพิ่มขึ้น 6-7%) ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นมากมาย

ปัญหาไม่ได้หยุดแค่ที่นี่ครับ มันยังส่งผลต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยด้วย เมื่อต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าเกษตรไทยก็จะปรับตัวสูงขึ้นด้วย ซึ่งอาจทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะกับประเทศอื่นๆ ที่อาจจะมีต้นทุนต่ำกว่า นอกจากนี้ ค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้นก็ทำให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้นด้วย ตามการวิเคราะห์จากนักเศรษฐศาสตร์ต่างประเทศ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางนี้อาจจะส่งผลต่อ "ราคาอาหารโลก" ที่จะพุ่งสูงขึ้นในระยะต่อไปครับ เพราะว่าปุ๋ยเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตอาหาร และเมื่อปุ๋ยแพง การผลิตอาหารจะมีต้นทุนสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาอาหารพุ่งตามไปด้วย

ชมคลิป