วันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบสุสานยิวในตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ก่อนให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าการตรวจสอบ โดยระบุว่า เบื้องต้นยืนยันได้ว่าสถานที่ดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสุสาน และไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นสถานที่ทางศาสนาแต่อย่างใด
จากการตรวจสอบภายในพื้นที่ พบว่ามีร่างผู้เสียชีวิตอยู่จริงทั้งหมด 4 ร่าง โดย 3 หลุมถูกโบกปูนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งนายพลพีร์มองว่าเป็นหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นว่ามีการนำร่างเข้ามาในช่วงที่สถานที่แห่งนี้ไม่มีใบอนุญาต

สำหรับข้อมูลบนหลุม พบว่าร่างแรกมีการระบุปีผู้เสียชีวิตไว้เป็นปี 2023 ขณะที่อีก 2 ร่างที่โบกปูนแล้วระบุปี 2025 และ 2026 ซึ่งปี 2026 ก็คือปีปัจจุบัน จึงแสดงให้เห็นได้ว่ามีการนำร่างเข้ามาในช่วงที่ใบอนุญาตสิ้นสุดลงแล้ว ส่วนอีกร่างยังอยู่ภายใต้สแลนที่คลุมปิดและยังไม่ได้โบกปูน ซึ่งนายพลพีร์ไม่ได้เข้าไปตรวจดูโดยตรง แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นร่างที่ถูกนำเข้ามาในปีนี้เช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราและนายอำเภอบางคล้าได้พูดคุยกับบริษัทเจ้าของสถานที่แล้ว โดยทางบริษัทแจ้งว่าจะเข้ามาดำเนินการเคลื่อนย้ายร่างในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้

อย่างไรก็ตาม นายพลพีร์ระบุว่า ประเด็นการเคลื่อนย้ายยังไม่ใช่สาระสำคัญที่สุดในขณะนี้ แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนคือ ร่างทั้ง 4 ร่างที่อยู่ภายในสุสานเป็นชาวต่างชาติจริงหรือไม่ และชื่อที่ปรากฏบนหลุมตรงกับบุคคลที่ถูกฝังอยู่ด้านล่างจริงหรือไม่ เนื่องจากหน่วยงานในพื้นที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีข้อมูลว่าผู้เสียชีวิตแต่ละรายเสียชีวิตจากสาเหตุใด และเป็นชาวต่างชาติจริงหรือไม่
จึงได้ให้กรมการปกครอง รวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่ร่วมลงพื้นที่ ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตทั้งหมดให้ชัดเจนว่าเสียชีวิตตามปกติหรือไม่ หรือมีเหตุอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะตามกระบวนการ หากมีเหตุผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการถูกทำร้ายหรืออุบัติเหตุ หน่วยงานของรัฐควรต้องรับทราบข้อมูล
นายพลพีร์กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือจนถึงขณะนี้หน่วยงานรัฐยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตเหล่านี้ หากเป็นกรณีที่มีชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศแล้วเสียชีวิต แต่ไม่มีการแจ้งต่อหน่วยงานของรัฐ ก่อนจะมีการนำร่างมาฝัง จะต้องตรวจสอบว่ากระบวนการดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมายไทยหรือไม่
อีกทั้งยังต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่า ร่างที่อยู่ใต้หลุมเป็นชาวต่างชาติจริงหรือไม่ เพราะหากตรวจสอบภายหลังแล้วพบว่าไม่ใช่ชาวต่างชาติ แต่เป็นคนไทย ก็จะเกิดคำถามตามมาว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร จึงต้องการให้บริษัทที่นำร่างเข้ามาฝังนำเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ให้ครบถ้วนก่อนที่จะมีการเคลื่อนย้าย

นายพลพีร์ย้ำว่า ไม่ได้ห้ามไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายร่าง แต่ก่อนดำเนินการต้องแจ้งให้ชัดว่า ผู้ที่ถูกฝังคือใคร และเสียชีวิตจากสาเหตุใด จึงจำเป็นต้องตรวจสอบเอกสารทุกอย่างก่อน
เบื้องต้น ทางบริษัทแจ้งความประสงค์ว่าจะย้ายร่าง 3 ร่างไปยังสุสานบริเวณเจริญกรุง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวแบ่งเป็น 2 โซน โดยโซนหนึ่งเป็นพื้นที่สำหรับชาวต่างชาติ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมีพื้นที่กว่า 100 ตารางวา ซึ่งบริษัทเช่าใช้งานอยู่ และมีหลุมฝังศพของชาวอิสราเอลประมาณ 49 หลุม
นายพลพีร์ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่าพื้นที่ดังกล่าวมีเพียงพอสำหรับการรองรับร่างที่จะเคลื่อนย้ายไปหรือไม่ แต่ก่อนจะนำร่างออกจากพื้นที่ฉะเชิงเทรา จะต้องแสดงเอกสารให้ชัดเจนก่อนว่า ผู้เสียชีวิตตรงกับชื่อที่ระบุอยู่บนหลุมจริง และเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีอำพรางร่างของบุคคลที่เสียชีวิตภายในประเทศไทย
ส่วนประเด็นการออกใบอนุญาตให้กับสถานที่แห่งนี้ในครั้งแรก นายพลพีร์ระบุว่าเป็นเรื่องที่ตนเองสงสัยเช่นเดียวกันว่า เหตุใดจึงสามารถได้รับใบอนุญาตตั้งแต่ปี 2564 โดยมีการยื่นขอและได้รับอนุญาตภายในปีเดียวกัน แต่เมื่อถึงปี 2566 กลับไม่มีการต่ออายุใบอนุญาตให้
นายอำเภอบางคล้าคนปัจจุบัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวเคยดำรงตำแหน่งจ่าจังหวัด ได้รายงานว่า ในขณะนั้นอาจมีประเด็นเกี่ยวกับถนนบางสายที่ยังไม่ได้รับการยกสถานะว่าเป็นถนนทางหลวง ถนนชนบท หรือถนนขององค์การบริหารส่วนตำบลที่มีหมายเลขกำกับอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม นายพลพีร์ระบุว่า ณ เวลานี้ ประเด็นการดำเนินการของสถานที่ดังกล่าวมีความผิดอยู่แล้ว และจะให้จังหวัดจัดทำเอกสารเพิ่มเติมส่งไปยังศาลปกครอง เนื่องจากยังไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้ ตอนที่มีการยื่นเรื่องต่อศาลปกครอง มีการนำพยานหลักฐานใดไปประกอบการพิจารณาบ้าง

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านในพื้นที่มีความกังวลต่อเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยในวันที่ลงพื้นที่มีประชาชนรวมตัวกันถือป้ายแสดงจุดยืน จึงจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดทำเอกสารพร้อมแนบข้อมูลดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อส่งให้ศาลปกครองใช้ประกอบการพิจารณา
สำหรับประเด็นการซื้อขายที่ดิน พบว่าบริษัทที่เข้าซื้อพื้นที่ดังกล่าวคือ บริษัทกานชาบาด จำกัด โดยผู้ถือหุ้นเป็นชาวอิสราเอลที่ได้รับสัญชาติไทยแล้วจำนวน 3 คน ซึ่งเมื่อได้รับสัญชาติไทยก็ถือเป็นคนไทยตามกฎหมาย และสามารถถือครองที่ดินได้
พื้นที่ทั้งหมดบริเวณดังกล่าวมีประมาณ 15 ไร่ มูลค่าราว 20 ล้านบาท และยังพบว่าบริษัทดังกล่าวหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท มีส่วนเกี่ยวข้องกับการถือหุ้นในชาบัดที่ป่าตอง จังหวัดภูเก็ตด้วย
ขณะนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. กำลังขยายผลตรวจสอบเครือข่ายดังกล่าว โดยเน้นไปที่แหล่งที่มาของเงิน เส้นทางเงิน และเงินที่ถูกนำมาใช้ดูแลหรือดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าบริษัทหรือผู้ถือหุ้นกลุ่มดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับบริษัทในจังหวัดชลบุรีหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและ มท.4 ได้เข้าตรวจค้นสถานที่แห่งหนึ่งเมื่อประมาณ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา และในขณะนี้ DSI ได้ออกหมายเรียกแล้ว หากตรวจสอบพบว่ามีความเกี่ยวข้อง