วันที่ 11 ก.ย. 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณา 609 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อ.113/2568 ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานอัยการคดีพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพิชัย (ขอสงวนนามสกุล) อดีตข้าราชการครู เป็นจำเลยในความผิดเกี่ยวกับเด็กหลายข้อหา ได้แก่ พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภรรยาหรือสามีของตน โดยเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม พาเด็กไปเพื่อการอนาจาร รวมถึงชักจูง ยุยง หรือส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2567 นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ร่วมกับตำรวจสังกัดกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ เข้าจับกุมนายพิชัย หลังเจ้าหน้าที่ขยายผลจากการจับกุมแม่เล้าและเจ้าของรีสอร์ตแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ซึ่งพบพฤติการณ์ลักลอบนำเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี มาค้าบริการทางเพศภายในรีสอร์ต
จากการดำเนินการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุ 12 ปี จำนวน 1 คน และเด็กหญิงอายุ 17 ปี อีก 2 คน โดยผู้เสียหายให้ข้อมูลว่ามีนายพิชัยเป็นผู้ซื้อบริการทางเพศ จึงมีการดำเนินคดีกับนายพิชัยตามข้อกล่าวหา
ต่อมาเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2568 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า นายพิชัยมีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปจากบิดามารดาหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ลงโทษจำคุก 5 ปี และมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ลงโทษจำคุกอีก 5 ปี
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ศาลจึงมีเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ส่งผลให้ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีฯ เหลือจำคุก 2 ปี 6 เดือน และความผิดฐานกระทำชำเราเด็กฯ เหลือจำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมเป็นโทษจำคุก 4 ปี 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
ศาลชั้นต้นพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า ผู้เสียหายเป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งยังอยู่ในวัยที่อ่อนประสบการณ์และขาดความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิต ขณะที่จำเลยเป็นข้าราชการบำนาญครู มีประสบการณ์ชีวิตมาเป็นเวลานาน แต่กลับมากระทำชำเราเด็กซึ่งอยู่ในวัยเรียน ทั้งยังเคยประกอบอาชีพครูมาก่อน ประกอบกับจำเลยมีประวัติเคยกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศมาก่อน ศาลจึงเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรงและมีคำสั่งให้จำคุกโดยไม่รอลงอาญา
นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งให้นับโทษจำคุกของนายพิชัยต่อจากคดีหมายเลขดำที่ อ.3383/2567 ซึ่งศาลมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยเป็นเวลา 1 ปี 15 วัน ในความผิดเกี่ยวกับการกระทำอนาจารเด็กอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี
ส่วนความผิดฐานชักจูง ยุยง หรือส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือให้เด็กกระทำการอันมีลักษณะลามกอนาจาร ศาลมีคำสั่งให้นับโทษต่อจากคดีหมายเลขดำที่ อ.2316/2567 ซึ่งศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 10 ปี 24 เดือน ในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี
กระทั่งวันที่ 11 ก.ย. 2569 ศาลอาญานัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดี อ.113/2568 แต่เมื่อถึงเวลานัด เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้แจ้งต่อองค์คณะผู้พิพากษาว่า นายพิชัย จำเลยในคดี ได้เสียชีวิตแล้วระหว่างถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
ภายหลังรับทราบข้อมูลดังกล่าว ศาลจึงให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำเอกสารหลักฐานเพื่อยืนยันการเสียชีวิตของจำเลยมาแสดงต่อศาล เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจน ศาลจึงมีคำสั่งเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ออกไปก่อน เพื่อรอตรวจสอบและยืนยันการเสียชีวิตของนายพิชัยอย่างเป็นทางการ