วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดเผยสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมรายงานผลการจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าและขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ตลอดจนผลการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงทางออนไลน์ทั่วประเทศ
การดำเนินงานดังกล่าวอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ร่วมกับ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองผู้อำนวยการ ศปอส.ตร. ซึ่งได้เปิดเผยสถิติคดีและมูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้เร่งสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดและให้การช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง

สำหรับข้อมูลระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม ถึง 6 มิถุนายน 2569 พบว่ามีการรับแจ้งคดีผ่านระบบ Thaipoliceonline จำนวน 5,355 คดี รวมมูลค่าความเสียหาย 128,002,691 บาท ซึ่งลดลงจากช่วงวันที่ 24-30 พฤษภาคม 2569 ถึง 219 คดี และมีมูลค่าความเสียหายลดลง 9.86 ล้านบาท
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ภาพรวมของคดีออนไลน์มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี โดยในช่วง 2 สัปดาห์ล่าสุด จำนวนคดียังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับมูลค่าความเสียหายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เคยสูงถึงสัปดาห์ละ 500 ล้านบาท ปัจจุบันลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 150 ล้านบาทต่อสัปดาห์ และล่าสุดอยู่ที่ 128 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อจำแนกตามประเภทคดี พบว่าคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการยังคงมีจำนวนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 84.2 ของคดีทั้งหมด ขณะที่คดีหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน แม้จะมีจำนวนคดีน้อยกว่า แต่กลับสร้างความเสียหายทางมูลค่าสูงที่สุดในสัปดาห์นี้ โดยมีมูลค่ารวมสูงถึง 39.61 ล้านบาท
นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์สถิติคดียังบ่งชี้ว่า ผู้หญิงยังคงตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมากกว่าผู้ชาย โดยกลุ่มอายุ 21-30 ปี เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดและตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อแยกตามประเภทคดีแล้ว พบว่ากลุ่มอายุนี้มีผู้เสียหายมากที่สุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ คดีหลอกลวงโดยแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น และคดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์ ตามลำดับ
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์ ACSC ได้ร่วมมือกับกลุ่มธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนสามารถจับกุมล่ามบอสชาวจีนและเครือข่ายบัญชีม้าได้ 2 คดี มีผู้ต้องหารวม 4 ราย ประกอบด้วยชาวไทย 1 ราย และชาวกัมพูชา 3 ราย พร้อมกันนี้ยังได้ประสานตำรวจในพื้นที่เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายได้ทันท่วงทีถึง 8 คดี โดยสามารถระงับการโอนเงินก่อนที่จะถึงมือมิจฉาชีพได้ 21 ราย รวมเป็นเงิน 855,900 บาท
สำหรับผลการจับกุมที่น่าสนใจในเคสแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน บก.สส.ภ.6 ได้ขยายผลเข้าจับกุม นายสหรัถ (สงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี สัญชาติไทย ในข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่และร่วมกันฟอกเงิน โดยจับกุมตัวได้ภายในอาคารชุดแห่งหนึ่งย่านห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
จากการสืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหารายนี้ทำหน้าที่เป็นล่ามประสานงานให้กับหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน ทั้งยังมีหน้าที่จัดหาบัญชีม้าและบริหารจัดการระบบฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัลหรือคริปโทเคอร์เรนซี โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดทรัพย์สินแบรนด์เนมและรถยนต์หรูไว้เป็นของกลาง ก่อนคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีและเร่งขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการต่อไป
ส่วนเคสที่สอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ปพ.บก.สส.ภ.1 นำกำลังเข้าจับกุม Miss ZHOU ZHOU อายุ 30 ปี บริเวณห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี โดยถูกดำเนินคดีในข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง และเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้มีการซื้อขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำไปใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี
ในการจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดของกลางได้หลายรายการ อาทิ โทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง ซิมการ์ด บัตรเอทีเอ็ม สมุดบัญชีธนาคาร และหลักฐานภาพการโพสต์ประกาศรับซื้อบัญชีธนาคารและแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินออนไลน์ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Ple Mam โดยมีการเสนอค่าจ้างตั้งแต่ 1,000 ถึง 5,000 บาท ซึ่งเบื้องต้นได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี แล้ว
ด้านเคสการช่วยเหลือผู้เสียหายที่น่าสนใจ เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ได้ประสานไปยัง สน.บางนา เพื่อเข้าช่วยเหลือชายอายุ 57 ปี ที่ถูกมิจฉาชีพหลอกให้ร่วมประมูลนาฬิกาผ่านทางออนไลน์ โดยผู้เสียหายได้เข้าร่วมประมูลผ่านการไลฟ์สดบนเฟซบุ๊กและหลงเชื่อโอนเงินไปแล้ว 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 212,300 บาท
หลังจากโอนเงินไปได้เพียง 30 นาที เจ้าหน้าที่ธนาคารตรวจพบความผิดปกติของการทำธุรกรรมและคาดว่าน่าจะเป็นการหลอกลวง จึงรีบติดต่อไปยังผู้เสียหายพร้อมระงับการใช้งานแอปพลิเคชันของธนาคารทันทีเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่ม เมื่อผู้เสียหายพยายามติดต่อกลับไปยังเพจไลฟ์สดดังกล่าวก็พบว่าถูกบล็อกไปแล้ว เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้รวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.บางนา เพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิด

พร้อมกันนี้ ศูนย์ ACSC ยังได้ออกประกาศเตือนประชาชนให้ระมัดระวังกลอุบายของมิจฉาชีพที่มักชักชวนให้ย้ายไปพูดคุยในแพลตฟอร์มอื่น ซึ่งเป็นรูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อยมากในปัจจุบัน โดยมิจฉาชีพจะเริ่มจากการติดต่อหรือลงโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มหลัก เช่น Facebook, TikTok, Instagram, แอปพลิเคชันซื้อขายสินค้า หรือแอปพลิเคชันหาคู่
จากนั้นมิจฉาชีพจะใช้ข้ออ้างต่างๆ เพื่อชักชวนให้เหยื่อย้ายไปสนทนาผ่านแอปพลิเคชันอื่น เช่น Line หรือ Telegram โดยอ้างเรื่องความสะดวก รวดเร็ว หรืออ้างว่าจะส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนดูแล ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นกลอุบายเพื่อดึงเหยื่อเข้าสู่กลุ่มแชตที่มีหน้าม้าคอยใช้บัญชีอวตารเข้ามารีวิวปลอม โชว์สลิปโอนเงิน และโพสต์ภาพผลกำไร เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกดดันให้เหยื่อตัดสินใจโอนเงินในที่สุด
ทางศูนย์ ACSC จึงขอเน้นย้ำให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง หากพบการชักชวนให้เปลี่ยนแพลตฟอร์มสนทนาระหว่างการซื้อขายหรือลงทุนออนไลน์ ควรตั้งสติและตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนโอนเงินทุกครั้ง และหากพบเบาะแสหรือได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ thaipoliceonline.go.th หรือโทรสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง