วันที่ 12 มิถุนายน 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป., ว่าที่ พ.ต.อ.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ผกก.2 บก.ป., พ.ต.ท.พงศกร ต้นอารีย์, พ.ต.ท.พลวุฒิ ผาตินุวัติ, พ.ต.ท.ทัตพร เลขะวัฒนพงษ์, พ.ต.ท.สิทธิพร มีอาษา, พ.ต.ท.ปรัชญ์ แม้นเดช รอง ผกก.2 บก.ป. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.วรพล เลิศวิริยะพงศ์ สว.กก.2 บก.ป., ร.ต.อ.ตระการศักดิ์ ชูแก้วรองสว.(สอบสวน) กก.2 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ป. สถานที่จับกุม บริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่งใน ตำบลท่าฬ่อ อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร

ร่วมกันจับกุม น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 484/2569 ลงวันที่ 27 มกราคม 2569 ในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นอั้งยี่ เป็นซ่องโจร สมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันจัดหา โฆษณา หรือเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้มีการซื้อขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่น
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากปฏิบัติการขยายผลกวาดล้างเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีพฤติการณ์หลอกลวงคนไทยข้ามชายแดนไปกักขังในโกดังพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ก่อนบังคับให้สแกนใบหน้าเพื่อทำธุรกรรมผ่านบัญชีม้าจำนวนกว่า 195 บัญชี ก่อให้เกิดความเสียหายรวมกว่า 55 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายที่กบดานอยู่ฝั่งประเทศไทยได้แล้ว 7 ราย จากการสืบสวนขยายผลพบว่า น.ส.เอ เป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว ก่อนจะหลบหนีออกไปกบดานอยู่ในต่างประเทศ
ต่อมา เจ้าหน้าที่สืบทราบว่าเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 น.ส.เอ ได้เดินทางกลับมายังบ้านเกิดในพื้นที่จังหวัดพิจิตรอย่างเงียบ ๆ จึงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด กระทั่งสามารถเข้าจับกุมตัวได้บริเวณหน้าบ้านพัก พร้อมควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการสอบปากคำเบื้องต้น น.ส.เอ ให้การรับสารภาพ โดยอ้างว่าเดิมทีตนเคยถูกหลอกให้เปิดบัญชีม้า จนบัญชีของตนถูกอายัดและไม่สามารถใช้งานได้ ก่อนจะผันตัวมารับบทเป็น พี่เลี้ยง คอยแนะนำผู้ที่ถูกชักชวนข้ามแดนไปทำงานให้กับขบวนการ รวมทั้งทำหน้าที่ดูแลและตรวจสอบระบบบัญชีม้าทั้งหมดให้พร้อมใช้งานสำหรับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อนำไปใช้หลอกลวงเหยื่อรายอื่นต่อไป

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการชักชวนไปทำงานในต่างประเทศที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะให้เดินทางไปยังพื้นที่ชายแดน หรือใช้ช่องทางลักลอบข้ามแดน เนื่องจากอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการอาชญากรรม ถูกกักขัง หน่วงเหนี่ยว หรือบังคับให้กระทำความผิดโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ การซื้อขาย ให้เช่า ให้ยืม หรือยินยอมให้ผู้อื่นนำบัญชีธนาคาร บัตรเอทีเอ็ม หรือบัญชีวอลเล็ตไปใช้ ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย และอาจนำไปสู่การเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีโทษร้ายแรงตามกฎหมายอีกด้วย