เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นางรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาบ้านผือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เพื่อติดตามความคืบหน้าการขอรับเงินเยียวยาความเสียหายจากเหตุจรวด BM-21 ตกใส่สถานีบริการน้ำมันและร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven อันเป็นผลจากการกระทำของกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568
นางรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยนายกรัฐมนตรีได้ติดตามการให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเยียวยาอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และเป็นธรรม ภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้สถานีบริการน้ำมัน ปตท. และร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ภายในพื้นที่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งมีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ซึ่งภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น และภาคเอกชน ได้ร่วมกันเร่งให้ความช่วยเหลือทันทีหลังเกิดเหตุ
จากรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า สถานีบริการน้ำมันได้รับความเสียหายคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.05 ล้านบาท โดยได้รับค่าสินไหมจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด จำนวน 1 ล้านบาท และได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ปตท. อีก 2.05 ล้านบาท จนสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2568
ส่วนร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ได้รับความเสียหายมูลค่าประมาณ 14 ล้านบาท และได้รับการช่วยเหลือจากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด จำนวน 9 ล้านบาท ก่อนกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568
ในด้านการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 7 ราย ครบถ้วนแล้ว รวมวงเงินประมาณ 58 ล้านบาท ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 ราย ได้รับเงินช่วยเหลือครบทุกคน รวมประมาณ 4.6 ล้านบาท โดยแต่ละรายได้รับเงินเยียวยาตั้งแต่ 100,000-800,000 บาท ตามระดับความรุนแรงของอาการบาดเจ็บและหลักเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงาน
นางรัชดา ระบุว่า เงินช่วยเหลือดังกล่าวมาจากหลายแหล่งงบประมาณ ทั้งกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานประกันสังคม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงงบกลาง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ซึ่งทุกหน่วยงานได้ดำเนินการช่วยเหลือในส่วนนี้เสร็จสิ้นแล้ว
สำหรับกรณีการขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบายว่า ทุกคำร้องจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ของกองทุน หากเข้าเงื่อนไขที่กำหนด ผู้ประสบภัยจะได้รับการช่วยเหลือโดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า ความเสียหายของสถานีบริการน้ำมันในกรณีดังกล่าวยังไม่เข้าเกณฑ์การจ่ายเงินจากกองทุน เนื่องจากเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สินที่ใช้ประกอบกิจการ และได้รับการชดเชยจากบริษัทประกันภัย รวมถึงได้รับความช่วยเหลือจากบริษัทต้นสังกัดแล้ว จึงต้องยึดหลักเกณฑ์ที่ไม่ให้มีการจ่ายเงินชดเชยซ้ำในความเสียหายรายการเดียวกัน เพื่อให้การใช้งบประมาณของรัฐเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อผู้ประสบภัยทุกกรณี
นางรัชดา ยืนยันว่า รัฐบาลเข้าใจและเห็นใจผู้ได้รับผลกระทบทุกคน เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลเฉพาะด้านทรัพย์สิน แต่ยังกระทบต่อชีวิต ครอบครัว และการประกอบอาชีพของประชาชน รัฐบาลจึงได้ระดมความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ผู้ประสบภัยและผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยเร็วที่สุด พร้อมยืนยันว่าทุกคำร้องจะได้รับการตรวจสอบและพิจารณาอย่างรอบคอบ ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกัน และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ