เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แสดงความเห็นต่อกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติให้แก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP) โดยระบุว่าเป็นเรื่องดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการปรับลดราคารับซื้อและยกเลิกการต่ออายุสัญญาแบบอัตโนมัติ หรือสัญญาชั่วนิรันดร์

อย่างไรก็ตาม นายพีระพันธุ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยย้อนแย้งกับสมัยที่นายปกรณ์ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งผู้แทนของนายปกรณ์เคยไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญาด้วยมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยยืนยันว่าต้องแก้ไขด้วยการเจรจาเท่านั้น แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นแนวทางที่สามารถดำเนินการได้
นายพีระพันธุ์เน้นย้ำว่า ภาระจากสัญญาโรงไฟฟ้าขนาดเล็กกระทบค่าไฟฟ้าเพียงประมาณ 10 สตางค์เศษต่อหน่วยเท่านั้น ขณะที่ ค่าความพร้อมจ่าย หรือ ค่า AP ในสัญญาที่ทำกับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) กลับกระทบค่าไฟไม่น้อยกว่า 50-60 สตางค์ต่อหน่วย และยังมีเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมอีกหลายประการ แต่รัฐบาลและคณะกรรมการชุดดังกล่าวกลับไม่มีแนวทางที่จะยกเลิกหรือเจรจาในส่วนนี้
สำหรับปัญหาค่าความพร้อมจ่ายนี้ นายพีระพันธุ์ระบุว่า ตนได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ซึ่งมีมติให้ฝ่ายบริหารและคณะกรรมการ กฟผ. รวมถึงคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกันเจรจาหาแนวทางแก้ไขปัญหานี้กับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่แล้ว โดยมี 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1. หาแนวทางแก้ไขปัญหาสัญญารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (adder) และฟีด อิน ทารีฟ (FIT) รวมถึงเงื่อนไขการต่ออายุสัญญาต่อเนื่องโดยไม่มีกำหนดวันสิ้นสุด 2. หาแนวทางแก้ไขปัญหาค่าความพร้อมจ่าย (AP) และค่าพลังงาน (EP) รวมถึงข้อตกลงอื่นในสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP) ทุกสัญญาที่มีเงื่อนไขทำให้ กฟผ. หรือรัฐเสียเปรียบ หรือมีภาระค่าใช้จ่ายสูงเกินจริง และ 3. หาแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคในข้อตกลงสัญญาที่ทำให้ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ไม่สามารถบริหารจัดการการสั่งผลิตไฟฟ้าให้ต้นทุนลดลงได้
นายพีระพันธุ์กล่าวเสริมว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่มติ ครม. ดังกล่าวยังคงมีผลผูกพันอยู่ จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลชุดปัจจุบันและคณะกรรมการชุดที่มีนายปกรณ์เป็นประธาน ที่จะต้องติดตามเร่งรัดผลการเจรจาให้เป็นไปตามมติ ครม. ไม่ใช่ปล่อยให้เงียบหายไป
คำถามที่สังคมควรได้รับคำตอบคือ เหตุใดรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องจึงดำเนินการเฉพาะส่วนของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก แต่ไม่แตะต้องสัญญาที่รัฐเสียเปรียบโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่เลย ทั้งที่ข้อเท็จจริงชัดเจนว่า ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงเกิดจากเงื่อนไขและข้อตกลงในสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่มากกว่าโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก นายพีระพันธุ์กล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่า หากจะแก้ไขสัญญาเรื่องนี้จริง ก็ต้องดำเนินการในส่วนของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ด้วย เพราะนอกจากจะเป็นสิ่งที่พึงกระทำเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ยังเป็นมติคณะรัฐมนตรีที่มีผลผูกพันมาแต่เดิมอีกด้วย การแก้ปัญหาเพียงครึ่งเดียว ย่อมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง