เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และอดีตรองโฆษกรัฐบาล ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาถึง 3 กรณีภายในวันเดียว โดยเฉพาะประเด็น พฤติกรรมเลียนแบบ ซึ่งอาจนำไปสู่เหตุรุนแรงซ้ำในโรงเรียนอื่นทั่วประเทศได้
น.ส.ศศิกานต์ ระบุว่า เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยและระบบดูแลสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนอย่างชัดเจน โดยยกตัวอย่างกรณีนักเรียนชั้น ม.3 อายุ 14 ปี ก่อเหตุยิงในโรงเรียนย่านนนทบุรี กรณีนักเรียนรุมทำร้ายเพื่อนและมีการใช้อาวุธปืนข่มขู่ในโรงเรียนย่านสามเสน และกรณีโรงเรียนชื่อดังในภาคใต้ต้องประกาศเรียนออนไลน์ชั่วคราว หลังอดีตครูอัตราจ้างชาวต่างชาติโพสต์ภาพอาวุธปืนข่มขู่คณะครู
รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติเน้นย้ำว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่คือความเป็นไปได้ที่เด็กคนอื่นจะรับรู้และเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ หากรัฐยังไม่มีระบบป้องกันที่ทำงานได้จริง
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว น.ส.ศศิกานต์ เสนอให้รัฐเร่งปรับปรุงระบบคัดกรองนักเรียนกลุ่มเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ โดยไม่จำกัดเพียงแค่แบบประเมินที่กรอกแล้วจบ เนื่องจากกรณีล่าสุดมีข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุมีความเครียดจากการเรียนและเคยโพสต์ภาพอาวุธปืนบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนที่ควรมีหน่วยงานรับผิดชอบติดตามอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุตำแหน่ง นักจิตวิทยาโรงเรียน เป็นอัตรากำลังถาวร เพื่อให้การดูแลเด็กที่มีภาวะเสี่ยงเป็นไปอย่างทั่วถึง เนื่องจากปัจจุบันหลายโรงเรียนมีครูแนะแนวจำกัดและมีภาระงานอื่นจำนวนมาก
น.ส.ศศิกานต์ ยังเสนอให้ทุกโรงเรียนมีการซ้อมแผนเผชิญเหตุเป็นภาคบังคับอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับการซ้อมหนีไฟ พร้อมทั้งจัดตั้งช่องทางร้องเรียนเหตุความรุนแรงที่เป็นอิสระจากผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อให้สามารถแจ้งเหตุได้อย่างปลอดภัยและตรวจสอบได้
ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข น.ส.ศศิกานต์ เสนอให้มีแผนเยียวยาระยะยาวอย่างน้อย 1 ปี สำหรับนักเรียน ครู และครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เด็กที่ผ่านการคัดกรองว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสามารถเข้าถึงการรักษาและการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญได้จริง
ประเด็นสำคัญอีกประการคือ อาวุธปืนที่ถูกใช้ในเหตุการณ์ล่าสุดไม่ใช่อาวุธเถื่อน แต่เป็นปืนที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและถูกเก็บไว้ภายในบ้าน น.ส.ศศิกานต์ จึงเห็นว่ารัฐบาลควรทบทวนมาตรการควบคุมการเก็บรักษาอาวุธปืนในครัวเรือน รวมถึงบทบาทของกระทรวงมหาดไทยในการป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงอาวุธได้ง่าย
น.ส.ศศิกานต์ ทิ้งท้ายว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรง เรามักได้ยินคำว่า จะยกระดับมาตรการ แต่สิ่งที่สังคมต้องการคือเป้าหมายที่วัดผลได้ กรอบเวลาที่ชัดเจน และผู้รับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ พร้อมย้ำว่าความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานของรัฐต้องร่วมกันป้องกันอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้เหตุรุนแรงในสถานศึกษากลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย และ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ครู และผู้ปกครองทุกคน