วันที่ 9 สิงหาคม น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนที่ตกลงมาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ขณะนี้บางพื้นที่เริ่มได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ขณะที่อีกหลายจังหวัดยังต้องติดตามและเฝ้าระวังปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
น.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้ เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งให้มีแนวทางการดำเนินงานที่เป็นเอกภาพ พร้อมวางแผนแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาวให้ครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากภาคใต้มีฤดูฝน 2 ช่วง โดยช่วงแรกเป็นฝั่งอันดามัน ซึ่งจะเริ่มมีฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ส่วนช่วงที่ 2 เป็นฝั่งอ่าวไทย ซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากฝนตั้งแต่เดือนตุลาคมต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมกราคมของปีถัดไป
น.ส.พลอยทะเล กล่าวต่อว่า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นายพิพัฒน์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด (กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง พังงา ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล สุราษฎร์ธานี) ซักซ้อมแนวทางการรับมือภัยพิบัติ รวมทั้งประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรวจพื้นที่และจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็น เช่น ศูนย์พักพิงชั่วคราว จุดจอดรถยนต์และยานพาหนะในกรณีเกิดน้ำท่วมสูง พร้อมประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบ เพื่อช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมอุตุนิยมวิทยา นำเทคโนโลยีมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความแม่นยำสำหรับการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงใช้ประกอบการพิจารณาการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสม และป้องกันไม่ให้การบริหารจัดการน้ำส่งผลกระทบหรือซ้ำเติมสถานการณ์ภัยที่อาจเกิดขึ้น
ทั้งนี้ รัฐบาลกำชับให้จังหวัด หน่วยงานราชการส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปฏิบัติตามข้อสั่งการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเคร่งครัด โดยให้สำนักงานชลประทานควบคุมและกำกับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในแต่ละพื้นที่ พร้อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และอาสาสมัคร เตรียมความพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งให้ครอบคลุมทุกมิติ
นอกจากนี้ ให้จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้มีความพร้อมและสามารถรองรับผู้ประสบภัยได้อย่างเพียงพอ พร้อมประสานหน่วยทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เข้าตรวจตราและดูแลความปลอดภัยของบ้านเรือนประชาชน รวมถึงศูนย์พักพิงชั่วคราว ตลอดจนเตรียมระบบการสื่อสารสำรองให้พร้อมใช้งานในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
สำหรับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้เตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขและจัดเตรียมทรัพยากรให้เพียงพอสำหรับรองรับผู้ป่วยฉุกเฉินในช่วงเกิดสถานการณ์ โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก หลังสถานการณ์ภัยพิบัติคลี่คลาย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าสำรวจความเสียหายและฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชน รวมถึงสถานที่ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด