เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง สถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,394 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 3-6 มีนาคม 2569 สรุปผลได้ ดังนี้
1. ประชาชนติดตามข่าวการสู้รบระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐ หรือไม่
อันดับ 1 ติดตามบ้าง 52.65%
อันดับ 2 ติดตามอย่างใกล้ชิด 29.27%
อันดับ 3 ไม่ค่อยได้ติดตาม 15.50%
อันดับ 4 ไม่ได้ติดตาม 2.58%
2. ประชาชนกังวลว่าการสู้รบดังกล่าวจะส่งผลกระทบในเรื่องใดบ้าง
อันดับ 1 ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น 78.91%
อันดับ 2 ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าครองชีพแพงขึ้น 69.30%
อันดับ 3 ค่าไฟฟ้าและราคาพลังงานในครัวเรือนสูงขึ้น 63.20%
3. ประชาชมคิดว่าสถานการณ์การสู้รบในครั้งนี้มีแนวโน้มจะบานปลายหรือไม่
อันดับ 1 น่าจะบานปลาย 78.57%
อันดับ 2 ไม่น่าจะบานปลาย 14.14%
อันดับ 3 ไม่แน่ใจ 7.29%
4. ข้อคิดที่ได้จากสถานการณ์อิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐ
อันดับ 1 ผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดแค่ในพื้นพื้นที่ แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งโลก 70.16%
อันดับ 2 ความขัดแย้งนำไปสู่ความสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์เสมอ 63.63%
อันดับ 3 รัฐบาลควรมีแผนรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ชัดเจนและรวดเร็ว 54.16%
5. ประชาชนเชื่อมั่นต่อ การเตรียมความพร้อมและมาตรการรับมือ ของรัฐบาลไทยต่อวิกฤตการณ์ครั้งนี้เพียงใด
อันดับ 1 ค่อนข้างเชื่อมั่น 39.10%
อันดับ 2 ไม่ค่อยเชื่อมั่น 37.56%
อันดับ 3 ไม่เชื่อมั่นเลย 13.18%
อันดับ 4 เชื่อมั่นมาก 10.16%
สรุปวิเคราะห์ผลโพล สถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง สถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,394 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 3-6 มีนาคม 2569 ผลการสำรวจพบว่า จากการสู้รบระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐ กลุ่มตัวอย่างติดตามข่าวบ้าง ร้อยละ 52.65 โดยกังวลว่าการสู้รบจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ 78.91 และคิดว่าสถานการณ์สู้รบจะบานปลาย ร้อยละ 78.57
ข้อคิดที่ได้ คือ ผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดแค่ในพื้นที่ แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งโลก ร้อยละ 70.16 ในภาพรวมเชื่อมั่นต่อการเตรียมพร้อมและมาตรการรับมือของรัฐบาลไทย ร้อยละ 39.10 และไม่ค่อยเชื่อมั่น ร้อยละ 37.56
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลประชาชนกังวลสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกที่อาจกระทบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าครองชีพ ทำให้ประเทศอาจเผชิญภาวะ วิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งจากปัจจัยต่างประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ประชาชนจึงคาดหวังให้รัฐบาลเร่งสื่อสารสร้างความเข้าใจ และมีมาตรการรับมือที่ชัดเจน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ผลสำรวจสะท้อนว่า แม้สมรภูมิความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะอยู่ห่างไกลจากประเทศไทย แต่ประชาชนไทยยังคงติดตามสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ในมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบพลังงานโลก โดยเฉพาะ Strait of Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก ความตึงเครียดในพื้นที่นี้จึงกระทบต่อการปรับขึ้นของราคาพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความกังวลของประชาชนต่อประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เพียงความรู้สึกเชิงเศรษฐกิจ หากยังสะท้อนความเข้าใจว่าระบบเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ในอีกด้านหนึ่ง การที่ประชาชนจำนวนมากมองว่าสถานการณ์มีแนวโน้มบานปลายนั้น สอดคล้องกับลักษณะการแข่งขันเชิงอำนาจของรัฐและเครือข่ายประเทศพันธมิตร ที่มักปรากฏในรูปแบบสงครามตัวแทน หรือ proxy war

ภาพจาก เว็บไซต์ สวนดุสิตโพล
บทเรียนสำคัญที่ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกันคือ ความขัดแย้งในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้ส่งผลเฉพาะในสนามรบ แต่แผ่ขยายไปถึงเศรษฐกิจโลก ความมั่นคงของมนุษย์ และความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์อีกด้วย ขณะเดียวกัน ผลสำรวจที่พบว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการของรัฐบาลไทยแบ่งออกเป็นสองฝ่ายใกล้เคียงกัน ได้สะท้อนความคาดหวังของประชาชนต่อศักยภาพของรัฐในการบริหารความเสี่ยงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ และเป็นบททดสอบสำคัญของความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ และความยืดหยุ่นของรัฐไทย ในโลกที่ความมั่นคง เศรษฐกิจ และพลังงาน เชื่อมโยงถึงกันอย่างแนบแน่น