วันที่ 14 ส.ค. 2569 มีรายงานว่า ครอบครัวของ นายชาม (สงวนนามสกุล) อายุ 65 ปี เข้าร้องขอคำชี้แจงจากโรงพยาบาลมุกดาหาร หลังนายชามเข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ก่อนอาการทรุดหนักและเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยครอบครัวยืนยันว่าไม่ติดใจเอาความหรือประสงค์ดำเนินคดีกับผู้ใด เพียงต้องการให้โรงพยาบาลทบทวนกระบวนการรักษา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันกับครอบครัวอื่น
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. วันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา นางอ่อนสี (สงวนนามสกุล) อายุ 54 ปี ภรรยา พานายชามไปโรงพยาบาล เนื่องจากมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง โดยระหว่างซักประวัติ นายชามแจ้งพยาบาลว่ารู้สึกคล้ายมีก้อนแข็งผิดปกติอยู่ภายในท้อง ก่อนถูกนำตัวไปรอที่ห้องฉุกเฉิน
ครอบครัวระบุว่า แพทย์ได้สอบถามอาการและตรวจอัลตราซาวด์เบื้องต้น ก่อนแจ้งว่าจะฉีดยาบรรเทาอาการปวดแล้วให้กลับบ้าน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยต้องรอประมาณ 2 ชั่วโมง โดยยังไม่ได้รับการฉีดยาตามที่แจ้ง และในช่วงแรกยังไม่ได้รับการตรวจ CT Scan ขณะที่อาการปวดยังคงดำเนินต่อเนื่อง
กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. อาการของนายชามรุนแรงขึ้น ลูกสาวจึงสอบถามเจ้าหน้าที่บริเวณเคาน์เตอร์ห้องฉุกเฉินว่า ต้องรออีกนานเพียงใด พร้อมแจ้งว่าบิดาเริ่มไม่ไหวและเกรงว่าจะเข้าสู่ภาวะช็อก
หลังจากนั้นไม่นาน นายชามมีอาการเกร็ง อาเจียน หน้าซีด เหงื่อออกทั่วร่างกาย และหมดสติ ครอบครัวจึงร้องขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่นำตัวเข้าห้องกู้ชีพ ให้ออกซิเจนและตรวจสัญญาณชีพ ก่อนส่งตรวจ CT Scan อย่างเร่งด่วน
ผลตรวจพบว่า หลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและฉีกขาด แพทย์แจ้งครอบครัวว่าเป็นภาวะวิกฤต จำเป็นต้องผ่าตัดทันที หากล่าช้าอาจไม่สามารถรักษาชีวิตไว้ได้ ครอบครัวจึงลงนามยินยอมให้รักษา พร้อมใส่ท่อช่วยหายใจและประสานแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือด
อย่างไรก็ตาม อาการของนายชามทรุดลงอย่างรวดเร็ว ชีพจรอ่อนลง ก่อนเข้าสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้น แม้ทีมแพทย์พยายามช่วยฟื้นคืนชีพ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้
ภายหลัง น.ส.ธัญรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี ลูกสาว ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามถึงกระบวนการรักษา โดยเฉพาะเหตุใดบิดาจึงไม่ได้รับการตรวจ CT Scan ตั้งแต่ช่วงที่ยังรู้สึกตัว สามารถพูดคุยและบอกถึงความผิดปกติภายในท้องได้ รวมถึงเหตุใดจึงต้องรอเป็นเวลานานจนกระทั่งอาการทรุดหนัก
นางอ่อนสีและ น.ส.ธัญรัตน์ ให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า ไม่ติดใจเอาความหรือประสงค์ดำเนินคดีกับผู้ใด แต่อยากให้โรงพยาบาลชี้แจงว่า เหตุใดกระบวนการตรวจวินิจฉัยและรักษาจึงใช้เวลานาน โดยมองว่าหากนายชามได้รับการตรวจและรักษาอย่างรวดเร็ว อาจมีโอกาสรอดชีวิต พร้อมขอให้โรงพยาบาลนำเหตุการณ์ดังกล่าวไปทบทวน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียในลักษณะเดียวกันอีก
ด้านโรงพยาบาลมุกดาหาร ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พร้อมด้วยรองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ได้ชี้แจงและแสดงความเสียใจต่อครอบครัว โดยระบุว่า เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล ได้รับการคัดกรองเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินระดับ 2 หรือ สีชมพู ซึ่งมีความเร่งด่วนรองจากระดับ 1 หรือ สีแดง ที่เป็นกลุ่มผู้ป่วยวิกฤตสูงสุด
ตามแนวทาง ผู้ป่วยระดับสีชมพูควรได้รับการประเมินอาการซ้ำทุก 30 นาที แต่กรณีของนายชามมีช่วงห่างของการติดตามประมาณ 1 ชั่วโมง โรงพยาบาลจึงยอมรับว่ากระบวนการประเมินซ้ำล่าช้ากว่ากรอบเวลาที่กำหนด
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชี้แจงว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวมีผู้ป่วยระดับสีแดงเข้ามาพร้อมกันหลายราย ทั้งผู้ถูกงูเห่ากัดซึ่งมีอาการรุนแรงจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้มีภาวะหัวใจหยุดเต้นจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้บุคลากรต้องเร่งให้การช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะคุกคามต่อชีวิตก่อน
อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลยืนยันว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ข้อแก้ตัว และยอมรับความล่าช้าในส่วนของการประเมินอาการซ้ำ เมื่อพบว่านายชามมีอาการรุนแรงขึ้น ทีมรักษาจึงประสานแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือดและส่งตรวจ CT Scan
ผลตรวจยืนยันว่าพบภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและฉีกขาด ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตรุนแรง ก่อนที่สัญญาณชีพของผู้ป่วยจะอ่อนลงและเสียชีวิตในที่สุด
ด้านรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล กล่าวว่า โรงพยาบาลจะนำกรณีดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการทบทวน เพื่อปรับปรุงระบบดูแลผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ความปลอดภัยของผู้ป่วย และการเพิ่มโอกาสรอดชีวิต พร้อมนำข้อบกพร่องที่พบมาเป็นบทเรียนในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำอีก
ทั้งนี้ ข้อสังเกตของครอบครัวที่ว่า หากได้รับการตรวจและรักษาเร็วกว่านี้ นายชามอาจมีโอกาสรอดชีวิตนั้น เป็นความเห็นของครอบครัว ส่วนประเด็นว่าระยะเวลาการรักษามีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาจากเวชระเบียน ลำดับการดูแล และความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์อย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย