จากกรณีชายวัย 65 ปี มีอาการปวดท้องรุนแรงและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐใน จ.มุกดาหาร แต่ต้องรอรับการรักษานานกว่า 4 ชั่วโมง ก่อนอาการทรุดหนักและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะที่ลูกสาวของผู้เสียชีวิตออกมาโพสต์ตัดพ้อ พร้อมสะท้อนถึงปัญหาความล่าช้าในการรักษา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569
ล่าสุด วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ทางโรงพยาบาลมุกดาหารได้ชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีแพทย์หญิง นภาพร เกียรติดำรง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร นายแพทย์วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล
แพทย์หญิงนภาพร กล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต พร้อมอธิบายว่า เมื่อผู้ป่วยเดินทางมาถึงโรงพยาบาล นายชามได้รับการคัดกรองเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินระดับที่ 2 หรือสีชมพู ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเร่งด่วนรองจากผู้ป่วยระดับที่ 1 หรือสีแดง ซึ่งถือเป็นระดับวิกฤตสูงสุด
ตามแนวทางการดูแล ผู้ป่วยระดับสีชมพูควรได้รับการประเมินอาการซ้ำทุก 30 นาที แต่กรณีนี้พบว่ามีช่วงห่างของการติดตามอาการประมาณ 1 ชั่วโมง จึงถือว่าการประเมินซ้ำล่าช้ากว่ากรอบเวลาที่กำหนด โดยโรงพยาบาลยอมรับว่ามีความล่าช้าเกิดขึ้นในขั้นตอนดังกล่าว
สำหรับช่วงเวลาที่เกิดเหตุ มีผู้ป่วยระดับสีแดงเข้ามารับการรักษาพร้อมกันหลายราย หนึ่งในนั้นเป็นผู้ป่วยถูกงูเห่ากัดและมีอาการรุนแรงจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ขณะเดียวกันยังมีผู้ป่วยอีกรายเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในภาวะคุกคามต่อชีวิตก่อน
อย่างไรก็ตาม แพทย์หญิงนภาพร ย้ำว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ข้อแก้ตัว และโรงพยาบาลยอมรับว่าการประเมินอาการซ้ำของนายชามเกิดความล่าช้ากว่ากรอบเวลาที่กำหนด
ต่อมาเมื่อพบว่านายชามมีอาการรุนแรงขึ้น ทีมรักษาจึงประสานแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือดเข้าร่วมดูแล พร้อมส่งตรวจ CT Scan เพื่อค้นหาสาเหตุของอาการ
ผลการตรวจพบว่า หลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องของผู้ป่วยมีภาวะโป่งพองและเกิดการฉีกขาด ซึ่งในทางการแพทย์ถือเป็นภาวะวิกฤตสูงที่สุดของความผิดปกติในหลอดเลือดลักษณะดังกล่าว หลังจากนั้นสัญญาณชีพของนายชามเริ่มอ่อนลง ก่อนเสียชีวิตในที่สุด
ด้านนายแพทย์วิลาศ กล่าวว่า โรงพยาบาลจะนำกรณีดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการทบทวน เพื่อปรับปรุงระบบการดูแลผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ความปลอดภัยของผู้ป่วย และการเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
พร้อมกันนี้ โรงพยาบาลจะนำข้อบกพร่องที่พบจากเหตุการณ์ครั้งนี้มาเป็นบทเรียนในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติ รวมถึงหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันขึ้นอีก
ทั้งนี้ ข้อสังเกตของครอบครัวที่มองว่า หากนายชามได้รับการตรวจและรักษาเร็วกว่านี้ อาจมีโอกาสรอดชีวิตนั้น เป็นความเห็นของครอบครัว ขณะที่ประเด็นว่าระยะเวลาการรักษามีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตหรือไม่ ยังจำเป็นต้องพิจารณาจากเวชระเบียน ลำดับขั้นตอนการดูแล และข้อวินิจฉัยของผู้เชี่ยวชาญอย่างรอบด้าน เพื่อให้ข้อเท็จจริงมีความชัดเจนและเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย