กมธ.กฎหมายฯ แฉตำรวจสลายม็อบเชียงใหม่เกินกว่าเหตุ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหามลพิษแม่น้ำกกจากเหมืองเมียนมา
กมธ.กฎหมายฯ แฉตำรวจสลายม็อบเชียงใหม่เกินกว่าเหตุ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหามลพิษแม่น้ำกกจากเหมืองเมียนมา
ข่าวการเมือง

กมธ.กฎหมายฯ แฉตำรวจสลายม็อบเชียงใหม่เกินกว่าเหตุ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหามลพิษแม่น้ำกกจากเหมืองเมียนมา

ฟังข่าวนี้

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงข่าวกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมของประชาชนเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา

การชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้นที่หน้าสถานทูตจีน จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาแม่น้ำเป็นพิษข้ามพรมแดน ซึ่งมีต้นตอจากเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา และมีข้อมูลเชื่อมโยงกับการลงทุนของกลุ่มทุนจากจีน

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน หนึ่งในผู้ร่วมแถลง ชี้แจงว่า การชุมนุมที่จังหวัดเชียงใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อยื่นหนังสือให้กงสุลจีนรับทราบถึงปัญหาน้ำเสียที่เป็นพิษในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำลวก และแม่น้ำโขง ซึ่งเกิดจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีข้อมูลจากศุลกากรระบุว่าแร่ดังกล่าวมีการนำเข้ามายังประเทศไทยและส่งออกต่อไปยังประเทศจีน ปัญหานี้สะท้อนถึงการเพิกเฉยของรัฐบาล ทำให้ภาคประชาชนต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิและคุณภาพชีวิตของตนเอง

นายรังสิมันต์สรุปประเด็นด้านกฎหมายเป็น 2 ประเด็นหลัก โดยประเด็นแรกเกี่ยวกับการควบคุมการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจากการรับฟังข้อเท็จจริงจากรักษาการผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ พบว่า การควบคุมการชุมนุมอาจมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะระยะห่างจากสถานทูต

จุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากประตูสถานทูตจีนประมาณ 50-150 เมตร ซึ่งการประเมินว่าผู้ชุมนุมเพียง 20-30 คนจะกีดขวางทางเข้าออกสถานทูตนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง ทั้งสองฝ่ายยอมรับตรงกันว่าผู้ชุมนุมไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนรั้วกั้น เพียงแค่ต้องการเบี่ยงออกไปยังถนนให้พอเดินได้ การสกัดกั้นของตำรวจจึงอาจเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ ในวันเกิดเหตุสถานทูตจีนปิดทำการเป็นส่วนใหญ่ และผู้ชุมนุมใช้เพียงโทรโข่งขนาด 60 วัตต์ ซึ่งไม่ได้ดังมากพอที่จะรบกวนการทำงาน การตีความของเจ้าหน้าที่จึงเกินกว่าเหตุในเรื่องการส่งเสียงรบกวน ส่วนกระบวนการแจ้งคำสั่ง เจ้าหน้าที่อ้างว่าได้ประกาศห้ามด้วยวาจาแล้ว แต่ไม่มีการยื่นเอกสารลายลักษณ์อักษรให้ผู้ชุมนุม ซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่มุ่งปกป้องสิทธิในการชุมนุม

คณะกรรมาธิการฯ ได้แจ้งให้ทางตำรวจทราบว่ามาตรฐานนี้ยอมรับไม่ได้ และจะส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติไม่ให้เกิดปัญหาปฏิบัติสองมาตรฐาน ระหว่างการชุมนุมในกรุงเทพฯ และที่เชียงใหม่

ประเด็นที่สอง คือ วิกฤตมลพิษสารพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาขา ปัจจุบันพื้นที่รอยต่อติดกับเมียนมา กำลังเผชิญวิกฤตแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษร้ายแรง ทั้งสารหนู แคดเมียม และแมงกานีส จนประชาชนไม่สามารถอุปโภคบริโภคได้ ข้อมูลทางการยืนยันว่าปัญหาน้ำปนเปื้อนในแม่น้ำกกเริ่มมาตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบันปี 2569 ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

นายรังสิมันต์กล่าวว่า รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพียงแค่ตั้งคณะกรรมการพูดคุยกับเมียนมาตามลำพัง เนื่องจากพื้นที่ต้นตออยู่ในเขตอิทธิพลของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหายาเสพติด แก๊งสแกมเมอร์ และทุนสีเทา หากรัฐบาลไม่เอาจริงเอาจัง ประชาชนในภาคเหนือ ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย และพื้นที่ลุ่มน้ำโขง จะได้รับผลกระทบทางสุขภาพอย่างรุนแรง

แม้กระทรวงการต่างประเทศจะแจ้งว่าทางการจีนรับรู้ปัญหานี้แล้ว และนายกรัฐมนตรีเคยกล่าวว่าจะมีการพูดคุยกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แต่ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี) กล่าวว่ายังไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยอย่างเป็นทางการ

คณะกรรมาธิการฯ จึงเสนอแนะว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพิธีการทูตปกติของกระทรวงการต่างประเทศ แต่ควรใช้กลไกของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการบูรณาการทุกฝ่ายเพื่อหาทางออก และคณะกรรมาธิการฯ เตรียมเดินทางลงพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามความคืบหน้าของปัญหานี้อย่างใกล้ชิดต่อไป โดยพร้อมสนับสนุนบทบาทการทำงานอย่างเต็มที่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ