วันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหาร เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจในรายการ “เรื่องใหญ่ Live Talk” ตอนหนึ่งว่า สมเด็จฮุน เซน ได้ฝากสารผ่าน พลเอก เตีย บันห์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา มาถึงผู้ใหญ่ในกองทัพและฝ่ายความมั่นคงของไทย โดยมีนัยว่า ขอให้ฝ่ายไทยเชื่อมั่นและไว้วางใจว่า กัมพูชาจะไม่กระทำการใดซ้ำอีก และจะยึดมั่นตามข้อตกลงที่ได้มีการเจรจากันไว้
ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายทหารไทยยืนยันว่า เสียงที่สื่อสารมานั้นเป็นเสียงของพลเอก เตีย บันห์ จริง ไม่ใช่เสียงที่สร้างขึ้นด้วย AI พร้อมประเมินว่า ฮุน เซน ต้องการใช้ช่องทางนี้เพื่อส่งสัญญาณมาถึงฝ่ายไทยว่า กัมพูชาจะไม่หาเรื่องหรือก่อสถานการณ์เพิ่มเติมอีก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการพูดคุยถึงข้อเสนอเรื่องการเปิดด่านหรือประเด็นอื่นใด เป็นเพียงความพยายามในการประคองบรรยากาศเท่านั้น เนื่องจากฝ่ายไทยยังคงมีความหวาดระแวงและมีการเตรียมพร้อมรับมือ หากเกิดการปะทะรอบที่ 3
วาสนา ระบุว่า พลเอก เตีย บันห์ ดูเหมือนจะถูกส่งมาเป็นผู้สื่อสาร เพราะในช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายไทยมีท่าทีต่อต้านฮุน เซน อย่างชัดเจน โดยเขาอธิบายว่า ขณะนี้ฮุน เซน อ่อนลงมาก และจึงส่งสัญญาณให้พลเอก เตีย บันห์ มาพูดคุยกับฝ่ายไทย แต่ปรากฏว่า ผู้ที่ได้รับสารดังกล่าวไม่มีใครเชื่อถือ พร้อมกันนั้น ฝ่ายไทยได้พยายามวิเคราะห์ว่า แม้การกระทำนี้จะดูเหมือนแสดงความจริงใจ แต่พฤติกรรมในด้านอื่นกลับไม่สอดคล้องกัน ทั้งในมิติข่าวสารและการทูต ซึ่งยังคงเดินหน้าอย่างเข้มข้นเช่นเดิม
นอกจากนี้ วาสนา ยังตั้งข้อสังเกตว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเป็นความพยายามลดกระแสกดดันหรือไม่ เนื่องจากฝ่ายไทยพยายามสื่อสารมาตลอดว่า ไม่มีปัญหากับประชาชนกัมพูชา แต่มีปัญหากับผู้นำกัมพูชา โดยเฉพาะตัวฮุน เซน อีกทั้งยังเกิดขึ้นในช่วงที่ฮุน เซน กำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งกรณีแก๊งสแกมเมอร์ การจับกุมเฉินจื้อ รวมถึงแรงกดดันจากจีน ทำให้กลุ่มจีนเทาไม่พอใจ
จนกระทั่งช่วงหลัง ฮุน เซน หายไปจากสื่อ ทำให้เกิดกระแสข่าวลือว่าอาจป่วยถึงขั้นเส้นเลือดในสมองแตก อย่างไรก็ตาม วาสนา ระบุว่า ตนยังไม่เชื่อว่าฮุน เซน จะมีอาการรุนแรงถึงขนาดนั้น และมองว่าอาจเป็นเพียงความเครียด พร้อมเชื่อว่ากระแสข่าวเรื่องการป่วย อาจถูกใช้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากข้อครหาที่ว่า การหายตัวไปนั้นเกี่ยวข้องกับปัญหาสแกมเมอร์ หรือความหวาดเกรงต่อบุคคลอย่างหลิว จงอี้ หรือแรงกดดันจากจีนมากกว่า