เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว Khmer Times รายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ยืนยันว่าจีนพร้อมสนับสนุนให้กัมพูชาและไทยแก้ไขปัญหาข้อพิพาทบริเวณชายแดน ผ่านการเจรจาและการหารืออย่างสันติ พร้อมแสดงความพร้อมที่จะมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการส่งเสริมกระบวนการสันติภาพระหว่างทั้งสองประเทศ
ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการหารือกับ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นอกรอบการประชุม World Artificial Intelligence Conference and High-Level Meeting on Global AI Governance ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระบุว่า การธำรงไว้ซึ่งข้อตกลงหยุดยิงและการสร้างความไว้วางใจระหว่างกัมพูชากับไทย เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศในระยะยาว พร้อมยืนยันว่าจีนสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายใช้การเจรจาและการปรึกษาหารือเพื่อคลี่คลายปัญหา และพร้อมช่วยผลักดันกระบวนการดังกล่าวต่อไป
ด้าน พล.อ.ฮุน มาเนต กล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนที่มีบทบาทในการอำนวยความสะดวกด้านสันติภาพ พร้อมยืนยันว่ากัมพูชายังคงยึดมั่นแนวทางการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและการหารือ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์บริเวณชายแดน นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้รายงานความคืบหน้าของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้ฝ่ายจีนรับทราบ พร้อมแสดงความขอบคุณต่อจีนที่มีส่วนช่วยลดความตึงเครียด สนับสนุนการรักษาข้อตกลงหยุดยิง ส่งเสริมการเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาท รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว
ระหว่างการพบหารือ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังกล่าวย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างจีนและกัมพูชา โดยเรียกทั้งสองประเทศว่าเป็น มิตรเหล็ก (Ironclad Friends) พร้อมแสดงการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง และเสนอให้ทั้งสองประเทศเร่งผลักดันความร่วมมือภายใต้กรอบ Diamond Hexagon Cooperation Framework รวมถึงโครงการ Industrial Development Corridor และ Fish and Rice Corridor ตลอดจนขยายความร่วมมือในด้านพลังงานไฟฟ้า เกษตรกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจดิจิทัล นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งการปลอมแปลงสินค้า การลักลอบขนของ การพนันออนไลน์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ขณะที่ พล.อ.ฮุน มาเนต กล่าวขอบคุณรัฐบาลและประชาชนจีนที่ให้การสนับสนุนกัมพูชามาโดยตลอด พร้อมย้ำว่ากัมพูชายังคงยึดมั่นในนโยบาย จีนเดียว (One China Policy) และพร้อมกระชับความร่วมมือกับจีนในทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง การค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคง เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันการเติบโตของทั้งสองประเทศร่วมกัน
รายงานยังระบุว่า ประเด็นข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ยังถูกหยิบยกขึ้นหารือระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ในอีกวงหารือหนึ่ง โดยนายอนุทินได้แสดงความกังวลต่อการที่จีนส่งมอบยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะรถถัง ให้แก่กัมพูชา อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจีนชี้แจงว่า การจัดซื้อดังกล่าวเป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้ก่อนเกิดความตึงเครียดบริเวณชายแดน และการส่งมอบล่าช้าเพราะสถานการณ์ความขัดแย้ง พร้อมยืนยันว่าอาวุธที่ส่งมอบจะไม่ถูกนำไปใช้สร้างความเสียหายต่อประเทศไทย
ทั้งนี้ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมายืนยันก่อนหน้านี้ว่า การจัดหารถถัง Type-59D จากจีน จำนวน 39 คัน เป็นโครงการที่วางแผนไว้ล่วงหน้าหลายปีก่อนเกิดข้อพิพาทชายแดน และมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมศักยภาพด้านการป้องกันประเทศเท่านั้น พร้อมย้ำว่ากัมพูชามีสิทธิอันชอบธรรมในการพัฒนากองทัพของตนเองในฐานะรัฐเอกราช
นอกจากนี้ พล.อ.ฮุน มาเนต ยังได้พบหารือกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งยืนยันว่าจีนพร้อมเดินหน้ากระชับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์กับกัมพูชา โดยจะขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล และการผลิตขั้นสูง รวมถึงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษา วัฒนธรรม และสื่อ ตลอดจนยกระดับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อปราบปรามเครือข่ายการพนันออนไลน์และแก๊งหลอกลวงทางโทรคมนาคมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ
ด้าน นายฮิม รัฐา รองผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาภูมิภาคกัมพูชา (Cambodian Centre for Regional Studies: CCRS) ให้ความเห็นว่า จีนมีบทบาทเป็นผู้ประสานความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทยด้วยท่าทีที่ระมัดระวัง เพื่อรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับทั้งสองประเทศควบคู่กันไป พร้อมมองว่าการแก้ไขข้อพิพาทในท้ายที่สุดยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของไทยและกัมพูชาเอง แม้ว่าจีนจะสามารถสนับสนุนกระบวนการเจรจาร่วมกับอาเซียนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงในภูมิภาคได้ก็ตาม