เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ ขแมร์ไทม์ส ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นหนังสือประท้วงทางการทูตต่อประเทศไทยรวม 42 ฉบับ กรณีที่กัมพูชาระบุว่าเป็นการละเมิดพรมแดนของไทย ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งส่งหนังสืออีก 9 ฉบับ เพื่อเรียกร้องให้ฝ่ายไทยกลับมาดำเนินการตามกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) และเดินหน้ากระบวนการสำรวจและปักปันเขตแดนร่วมกันต่อไป
รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน นายเพน โบนา โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ได้แถลงข่าวประจำวันของรัฐบาล โดยเปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฝ่ายกัมพูชาได้ส่งหนังสือถึงฝ่ายไทยหลายครั้ง เพื่อเรียกร้องให้แต่งตั้งประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฝ่ายไทย จัดการประชุมทวิภาคีพิเศษ และส่งคณะสำรวจร่วม (Joint Survey Team : JST) ลงพื้นที่สำรวจและปักปันเขตแดน หลังจากกระบวนการดังกล่าวหยุดชะงักลงภายหลังเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดน
นายเพน โบนา กล่าวว่า นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมปีที่ผ่านมา กัมพูชาได้ส่งหนังสือประท้วงทางการทูตจำนวน 9 ฉบับ เพื่อขอให้กลไก JBC กลับมาปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง ขณะเดียวกันยังมีการยื่นหนังสือประท้วงอีก 32 ฉบับ เกี่ยวกับสิ่งที่กัมพูชาระบุว่าเป็นกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของกองกำลังฝ่ายไทยในพื้นที่ที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นดินแดนของตน
โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ระบุเพิ่มเติมว่า หากนับตั้งแต่การหยุดยิงครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมปีที่ผ่านมา จำนวนหนังสือประท้วงทางการทูตที่กัมพูชายื่นต่อประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นเป็น 42 ฉบับ โดยกัมพูชามองว่าเอกสารเหล่านี้มีความสำคัญทางกฎหมาย เนื่องจากเป็นการแสดงจุดยืนอย่างเป็นทางการในการปฏิเสธการละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดน และเป็นการรักษาสถานะทางกฎหมายของประเทศภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
นายเพน โบนา กล่าวว่า หนังสือประท้วงดังกล่าวถือเป็นเอกสารสำคัญสำหรับการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการรักษาสถานะทางกฎหมายของข้อพิพาทที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลกัมพูชาจะยื่นหนังสือประท้วงต่อทุกกรณีที่เห็นว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศ เนื่องจากเอกสารเหล่านี้สามารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายในอนาคตได้
นอกจากนี้ นายเพน โบนา ยังระบุว่า การเรียกร้องให้ไทยกลับมาดำเนินกิจกรรมภายใต้กลไก JBC สอดคล้องกับผลการประชุมพิเศษ JBC เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมปีที่ผ่านมา รวมถึงข้อ 3 ของแถลงการณ์ร่วมภายหลังการประชุมพิเศษครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการสำรวจภาคสนามและการปักปันเขตแดน เพื่อเปิดทางให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนสามารถกลับไปยังถิ่นฐานของตนได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี
ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ขแมร์ไทม์ส ยังรายงานว่า สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการของทหารไทยตามแนวชายแดน โดยยืนยันว่ากัมพูชาจะไม่ยอมรับความพยายามฝ่ายเดียวของไทยในการเปลี่ยนแปลงแนวเขตแดนผ่านการสร้างสถานการณ์หรือการดำเนินการที่อาจนำไปสู่การยอมรับโดยปริยาย พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายไทยเร่งแต่งตั้งประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฝ่ายไทย และกลับมาดำเนินงานด้านการสำรวจและปักปันเขตแดนร่วมกันโดยเร็ว
ด้านนายคิน เพีย อธิบดีสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของกัมพูชา กล่าวเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ว่า หนังสือร้องขอให้มีการประชุม JBC จำนวน 9 ฉบับ และหนังสือประท้วงทางการทูตอีก 42 ฉบับ มีความสำคัญในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมาก เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการแก้ไขข้อพิพาทผ่านแนวทางสันติ การทูต และกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศ
นายคิน เพีย ระบุว่า หนังสือประท้วงเหล่านี้ช่วยรักษาสิทธิทางกฎหมายของกัมพูชา โดยแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า กัมพูชาไม่ยอมรับการกระทำใด ๆ ที่มองว่าเป็นการรุกล้ำอธิปไตยหรือเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนด้วยกำลัง ขณะเดียวกันยังเห็นว่า การที่ไทยยังไม่ตอบสนองต่อกลไกที่ทั้งสองฝ่ายเคยตกลงร่วมกันไว้ อาจสะท้อนถึงความไม่พร้อมในการแก้ไขข้อพิพาทผ่านแนวทางสันติ ซึ่งจะส่งผลต่อสถานะทางกฎหมายและจุดยืนทางการทูตของไทยในมุมมองของฝ่ายกัมพูชา