เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 กรกฎาคม ณ บริเวณชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) และคณะเจ้าหน้าที่ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดปฏิบัติการ "ทลายอาณาจักรทุนจีนนอมินี" หลังสามารถดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ พร้อมตรวจยึดอสังหาริมทรัพย์รวมมูลค่ากว่า 1,275 ล้านบาท
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ เปิดเผยว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เกิดจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) รวมถึงเบาะแสจากประชาชนในพื้นที่ถนนพัฒนาการและถนนกรุงเทพกรีฑา ที่แจ้งว่ามีกลุ่มชาวจีนเข้าพักอาศัยในหมู่บ้านหรูและสร้างความเดือดร้อน เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบในพื้นที่ 5 หมู่บ้าน ก่อนพบว่ามีการจัดตั้งบริษัทโดย น.ส.บี (นามสมมติ) และ นางซี (นามสมมติ)

จากการสืบสวนพบว่า นายเอ (นามสมมติ) ชาวจีน เป็นผู้สั่งการ โดยใช้สำนักงานกฎหมายดำเนินการจัดตั้งบริษัทจำนวน 33 บริษัท และเข้าถือครองบ้านพักในหมู่บ้านหรูจำนวน 33 หลัง คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,275 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่ตรวจยึดพยานหลักฐานสำคัญ ได้แก่ โฉนดที่ดิน 3 ฉบับ สัญญาซื้อขายและเอกสารสิทธิ์ 30 ชุด หนังสือเดินทางหลายสัญชาติ 15 เล่ม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 13 รายการ วัตถุคล้ายธนบัตรทั้งสกุลเงินบาทและเงินตราต่างประเทศ รวมมูลค่าประมาณ 1.4 ล้านบาท สัญญาเช่าบ้าน ใบเสร็จรับเงิน เอกสารบริษัท เอกสารงบการเงิน 24 ชุด และตราประทับบริษัท 6 ชิ้น
สำหรับพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีนที่ต้องการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย พบว่า นายเอ (นามสมมติ) ร่วมกับ น.ส.บี (นามสมมติ) ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิด และ นางซี (นามสมมติ) ดำเนินการจัดตั้งบริษัทในลักษณะอำพรางกว่า 33 บริษัท โดยมีสำนักงานทนายความและบริษัทรับทำบัญชีเป็นผู้ดำเนินการ
จากนั้นใช้บริษัทดังกล่าวจัดซื้อบ้านพักหรูจำนวน 33 หลัง ในหมู่บ้าน 3 แห่งบริเวณถนนพัฒนาการและถนนกรุงเทพกรีฑา โดยเงินทุนในการจัดตั้งบริษัทและชำระค่าบ้านพักทั้งหมดมาจาก นายเอ (นามสมมติ)
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย บก.ปอศ. ได้ดำเนินการสืบสวนขยายผลระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน ถึง 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 รวม 20 จุด พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงิน สอบสวนพยาน บริษัทรับทำบัญชี และบริษัทเอเจนซี่ที่เกี่ยวข้อง จนพบรูปแบบการดำเนินการ ได้แก่
1.จัดตั้งบริษัทโดยใช้บุคคลไทยเป็นตัวแทนหรือนอมินี เพื่อซื้อหรือจองบ้านโดยใช้เงินทุนของ นายเอ (นามสมมติ) จำนวน 2 หลัง
2.เมื่อมีลูกค้าชาวจีนสนใจซื้อบ้าน จะดำเนินการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริษัทให้บุคคลชาวจีนเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ จำนวน 3 หลัง
3.จัดตั้งบริษัทโดยใช้บุคคลไทยเป็นนอมินี ใช้เงินทุนของ นายเอ (นามสมมติ) ซื้อบ้าน จากนั้นให้บริษัทเอเจนซี่ซึ่งเป็นบริษัทของกลุ่มชาวจีนดำเนินการหาลูกค้าเช่าหรือขาย จำนวน 28 หลัง
พ.ต.ท.วรวุฒิ คงรักษา สารวัตรกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (สว.กก.4 บก.ปคม.) เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่พบเอกสารโอนลอยหุ้นของบริษัทจำนวน 30 ชุด ซึ่ง น.ส.บี (นามสมมติ) และ นางซี (นามสมมติ) ลงลายมือชื่อไว้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นตามคำสั่งของ นายเอ (นามสมมติ)
จากการตรวจสอบพบว่า น.ส.บี (นามสมมติ) ประกอบอาชีพพนักงานขายเบเกอรี่ ส่วน นางซี (นามสมมติ) เป็นเกษตรกรในจังหวัดเลย โดยทั้งสองรู้จักกับ นายเอ (นามสมมติ) ผ่านความใกล้ชิดของ น.ส.บี (นามสมมติ)
การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ฐานใช้คนไทยเป็นนอมินี และความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดย บก.ปอศ. เตรียมสรุปสำนวนส่งกรมที่ดินเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด 21 ราย แบ่งเป็นคนไทย 4 ราย และชาวจีน 17 ราย รวมถึงสืบสวนเพิ่มเติมถึงการใช้ตัวแทนอำพรางในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่อื่น เพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตามกฎหมายต่อไป