วันที่ 4 กันยายน 2569 นายสมโภชน์ อดุลวิทย์ หรือ ต้อม ช่างภาพข่าวภาคสนาม เข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือผ่านสื่อมวลชน หลังถูกบริษัทสื่อทุนจีนรายใหญ่ยกเลิกสัญญาจ้างอย่างกะทันหัน โดยเจ้าตัวระบุว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ ส่งผลให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักและแทบหมดหนทางในการเลี้ยงชีพ
นายสมโภชน์ เปิดเผยว่า ตลอดช่วงเวลาที่ทำงานได้พยายามขอเอกสารคู่ฉบับสัญญาจ้างที่มีการลงนามอย่างถูกต้องจากบริษัทหลายครั้งนับร้อยครั้ง แต่บริษัทกลับบ่ายเบี่ยงและไม่เคยส่งมอบเอกสารดังกล่าวให้ ทั้งที่ในเงื่อนไขสัญญาระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการยกเลิกสัญญา จะต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน หากไม่เป็นไปตามกำหนดจะต้องมีการชำระค่าปรับตามเงื่อนไข
ต่อมา บริษัทได้ออกหนังสือแจ้งไม่ต่ออายุสัญญาจ้างบริการภายนอก ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 และกำหนดให้สัญญาสิ้นสุดในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ซึ่งนายสมโภชน์มองว่าเป็นการแจ้งล่วงหน้าในระยะเวลากระชั้นชิด และไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญา
หลังจากนั้น นายสมโภชน์ได้สอบถามภายในกลุ่ม LINE ของบริษัทเกี่ยวกับหนังสือดังกล่าว โดยตั้งข้อสังเกตถึงระยะเวลาในการแจ้งยกเลิกที่ไม่ตรงตามเงื่อนไข ก่อนที่ฝ่ายบริหารจะส่งข้อความตอบกลับในกลุ่ม ยอมรับว่าระยะเวลาในการแจ้งล่วงหน้ากระชั้นชิดกว่าที่ควรจะเป็นจริง พร้อมชี้แจงว่าเป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างภายในบริษัท
นายสมโภชน์ ระบุอีกว่า ภายหลังบริษัทได้เสนอให้ตนลงนามยินยอมรับเงินเยียวยาจำนวน 20,000 บาท เพื่อแลกกับการยุติสัญญาและไม่ติดใจดำเนินการใดต่อ ซึ่งเจ้าตัวมองว่าไม่เป็นธรรมและเป็นการข่มขืนใจ จึงตัดสินใจปฏิเสธที่จะลงนามในเอกสารดังกล่าว
นอกจากนี้ นายสมโภชน์ยังระบุว่า ระหว่างการทำงานเคยถูกผู้บริหารพูดจาหมิ่นประมาท ดูถูก รวมถึงใช้ถ้อยคำไม่สุภาพกับตนภายในกลุ่ม LINE ของบริษัทอีกด้วย
นายสมโภชน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลแรงงาน ตนได้นำสืบพยานและพบข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของฝ่ายกฎหมายของบริษัทจีนดังกล่าว โดยระหว่างการซักถามทนายความของบริษัทต่อหน้าผู้พิพากษาว่า เคยเห็นเอกสารสัญญาจ้างฉบับจริงทั้งฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 หรือไม่ ทนายความของบริษัทได้ยอมรับต่อศาลว่าไม่เคยเห็นเอกสารฉบับจริง แต่รับฟังข้อมูลมาจากบุคคลอื่นแล้วนำมาเบิกความ ซึ่งนายสมโภชน์มองว่าเป็นการนำข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงมาใช้ในกระบวนการยุติธรรม
จากกรณีดังกล่าว นายสมโภชน์จึงนำหลักฐานที่มีอยู่ ทั้งข้อความสนทนาใน LINE หนังสือแจ้งยกเลิกสัญญา และบันทึกคำเบิกความในชั้นศาล ออกมาร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนและเพจข่าวต่างๆ พร้อมขอความอนุเคราะห์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน สมาคมนักข่าวฯ และหน่วยงานด้านคุ้มครองผู้บริโภค ให้เข้ามาตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัททุนจีนดังกล่าว เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับคนทำงานสื่อมวลชนไทยที่เจ้าตัวระบุว่าถูกเอาเปรียบ