วันที่ 5 มีนาคม 2569 ทางสำนักข่าวต่างประเทศอย่าง FRANCE 24 มีรายงานว่า Donald Trump ประธานาธิบดีแห่ง สหรัฐอเมริกา ออกมาให้คะแนนผลการปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ ในสงครามกับ อิหร่าน สูงถึงระดับ 15 เต็ม 10 พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่าศักยภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์และผู้นำของสาธารณรัฐอิสลามจะถูกทำลายลงทั้งหมด
รายงานระบุว่า ในการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ ทำเนียบขาว ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวถึงสถานการณ์ในแนวหน้าว่า กองทัพกำลังดำเนินปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้ถามว่า หากให้คะแนนเต็ม 10 จะให้เท่าใด ซึ่งทรัมป์ตอบว่า ประมาณ 15 พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ กำลังอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งอย่างมาก และผู้นำของฝ่ายอิหร่านกำลังถูกกำจัดลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเตือนว่าใครก็ตามที่พยายามก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ อาจเผชิญจุดจบเช่นเดียวกัน
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางรายงานว่าความขัดแย้งได้ขยายวงกว้างขึ้น โดยมีข้อมูลว่าเรือดำน้ำของกองทัพสหรัฐฯ ยิงจมเรือรบของอิหร่านบริเวณนอกชายฝั่ง ศรีลังกา ขณะที่กองกำลังของสหรัฐฯ และ อิสราเอล ยังคงดำเนินปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถูกสังหารจากปฏิบัติการโจมตีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ กระทรวงกลาโหมสหรัฐ และ ทำเนียบขาว ประเมินว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจสามารถ ครอบครองน่านฟ้าอิหร่านได้อย่างเบ็ดเสร็จ ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม Donald Trump ยืนยันว่า การโจมตีดังกล่าวมีความจำเป็น เนื่องจากอิหร่านกำลังพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยกล่าวว่า เมื่อคนบ้ามีอาวุธนิวเคลียร์ สิ่งเลวร้ายก็จะเกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลของเขาก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับความชัดเจนของเป้าหมายสงคราม เนื่องจากขัดกับคำหาเสียงก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าจะไม่เริ่มสงครามครั้งใหม่
ในอีกด้านหนึ่ง Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลัง พิจารณาอย่างจริงจัง ถึงบทบาทของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านหลังปฏิบัติการทางทหารสิ้นสุดลง แม้รัฐบาลยังไม่มีคำสั่งที่ชัดเจนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านหรือไม่ก็ตาม
ทั้งนี้ ลีวิตต์ยังปฏิเสธรายงานที่ระบุว่า Donald Trump ได้ตกลงสนับสนุนอาวุธให้กับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเคิร์ดในอิหร่านเพื่อก่อกบฏ โดยย้ำว่าเป็นข่าวปลอม แม้จะยอมรับว่ามีการหารือกับผู้นำชาวเคิร์ดจริง
นโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่ออิหร่านในครั้งนี้ ยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับกรณีการโค่นอำนาจของ Nicolás Maduro ใน เวเนซุเอลา เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ เลือกใช้แนวทางเจรจากับขั้วอำนาจที่ยังเหลืออยู่ เพื่อบรรลุข้อตกลงด้านพลังงานและน้ำมันในท้ายที่สุด
ชมคลิป