เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก พัดยศ สมณศักดิ์พระสงฆ์ไทย เปิดเผยว่า หลวงพ่อเณร (พระพรหมวชิรคุณาธาร) เจ้าอาวาสวัดศรีสุดารามวรวิหาร บางกอกน้อย มีการบริจาคปัจจัย 2,000 ล้านบาท สร้างโรงพยาบาล
โดยระบุว่า พระพรหมหมวชิรคุณาธาร พระมหาเถระผู้ทรงคุณด้านทานบารมีอันยิ่งใหญ่ ท่านบำเพ็ญกุศลสงเคราะห์มาโดยตลอด เพื่อเป็นพหุประโยชน์แก่สาธารณชนสืบไป... ซึ่งท่านเป็นประธานดำเนินการในการสร้างโรงพยาบาลใหม่ในเขตดอนเมือง ดังนี้
- โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ (พุทธมณฑลสาย 3)
- ศูนย์แพทยศาสตร์และการเรียนรู้ผู้สูงอายุ (พุทธมณฑลสาย 3)
- ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการทางสติปัญญาแบบครบวงจร (ราชเทวี)
- โรงพยาบาลรัตนประชารักษ์ (คลองสามวา)
- โรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนีฯ (พุทธมณฑลสาย 3)
- โรงพยาบาลบุษราคัมจิตการุณย์ (สายไหม)
- ปัจจุบัน กำลังก่อสร้างโรงพยาบาลใหม่ ในเขตดอนเมือง ภายใต้งบประมาณส่วนตัว 2,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ดำเนินการสร้างโรงพยาบาลเขตดอนเมือง ระยะเวลาก่อสร้าง 42 เดือน โดยประมาณการงบประมาณดังนี้
ปี พ.ศ. 2569 : 10 ล้านบาท
ปี พ.ศ. 2570 : 660 ล้านบาท
ปี พ.ศ. 2571 : 660 ล้านบาท
ปี พ.ศ. 2572 : 670 ล้านบาท

ขณะที่ต่อมาทางเพจ Banjob Bannaruji - บ้านบรรณรุจิ เผยข้อมูลชี้แจงในส่วนของเงิน 2,000 ล้านบาท ที่ทางเจ้าอาวาสนำมาใช้ในการก่อสร้าง โดยระบุว่า ขอชี้แจง
ตามที่มีการลงข่าวว่า พระเดชพระคุณ พระพรหมวชิรคุณาธาร เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม บริจาคเงิน 2,000 ล้านบาท ให้สร้างโรงพยาบาลเขตดอนเมืองนั้น ขอชี้แจงว่า การสร้างโรงพยาบาลทุกแห่งในสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่พระเดชพระคุณนำสร้างนั้นซึ่งใช้งบประมาณนับพัน ๆ ล้านนั้น มีที่มาของเงินเป็นดังนี้
1. มีผู้มีจิตศรัทธารายใหญ่ ๆ ระดับเศรษฐีคหบดีเจ้าของธุรกิจต่าง ๆ ที่เคารพนับถือในพระเดชพระคุณ บริจาค
2. ได้มาจากงบที่กรุงเทพมหานครจัดสรรให้ในแต่ละปี
3. มีผู้มีจิตศรัทธารายย่อย ร่วมบริจาคมากบ้าง น้อยบ้าง
สรุปแล้วเป็นเงินสมทบทุนที่มีพระเดชพระคุณเป็นศูนย์กลาง ระหว่าง เศรษฐีใจบุญ ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และประชาชนทั่วไปที่มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค ซึ่งทั้งหมดต่างเข้ามาช่วยให้กุศลเจตนาของพระเดชพระคุณที่จะช่วยเหลือดูแลสังคมตามหลักสังคหวัตถุธรรมบรรลุเป้าหมาย
พระเดชพระคุณไม่ได้มีสิทธิ์ถือครองเงินเหล่านั้นเป็นส่วนตัว ทั้งหมดได้ใช้ในการก่อสร้างตามกุศลเจตนาที่ตั้งไว้
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
บรรจบ บรรณรุจิ
หมายเหตุ : ขอทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่า เป็นไปได้ว่า คำพูดนั้นเป็นการเขียนแบบรวบรัดด้วยเจตนาดีที่ต้องการบอกสังคมว่าพระสงฆ์เสียสละยังมี แต่ว่าไม่ตรงกับความจริงที่เป็น ซึ่งจะทำให้เข้าใจผิดได้ว่าเป็นทรัพย์ส่วนตัวของพระเดชพระคุณ จึงชี้แจงมาให้ทราบ