เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจสอบและขยายผลกรณีชายชาวจีน อายุ 67 ปี ซึ่งใช้ชื่อในประเทศไทยว่า นายสุชาติ สุรชัย ภายหลังเจ้าหน้าที่พบข้อมูลผิดปกติเกี่ยวกับการได้มาซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนไทย โดยตรวจสอบพบว่าบุคคลดังกล่าวมีชื่อเดิมคือ นายซู ซาน (Mr. Zhu Zhishan) และมีข้อมูลเชื่อมโยงกับคดีอาญาที่เกิดขึ้นในประเทศจีน

จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบเกิดขึ้นหลังทางการจีนประสานข้อมูลมายังหน่วยงานของไทย เนื่องจากพบข้อสงสัยว่าชายรายดังกล่าวอาจเป็นบุคคลเดียวกับผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับคดีอาญาในประเทศจีน โดยข้อมูลระบุว่ามีการออกหมายจับตั้งแต่ปี 2533 และต่อมามีข้อมูลหมายแดงขององค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (Interpol)
หลังได้รับข้อมูล ศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง ได้ตรวจสอบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและประวัติการทำบัตรประจำตัวประชาชนของชายรายนี้อย่างละเอียด พบข้อผิดปกติหลายประการเกี่ยวกับข้อมูลและเอกสารที่ใช้ในการดำเนินการ
จากการตรวจสอบย้อนหลังพบว่า ชายรายนี้เข้ามาพำนักและประกอบกิจการในประเทศไทย ก่อนปรากฏชื่อในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและมีบัตรประจำตัวประชาชนไทยในชื่อ นายสุชาติ สุรชัย โดยเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลไปยังบุคคลและข้อมูลในพื้นที่ จ.ตาก ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดทำทะเบียนราษฎรของบุคคลดังกล่าว และพบข้อมูลบางส่วนไม่สอดคล้องกัน จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

เมื่อรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานได้แล้ว เจ้าหน้าที่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดพัทยาเพื่อขอออกหมายจับชายรายดังกล่าว ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน
ต่อมาในช่วงค่ำวันที่ 12 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่สามารถติดตามและควบคุมตัวชายรายนี้ได้ที่บ้านพักในพื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ก่อนนำตัวเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
จากนั้นวันที่ 13 กันยายน เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองได้เข้าตรวจสอบบ้านพักดังกล่าว เพื่อขยายผลเกี่ยวกับทรัพย์สินและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชายรายนี้ โดยพบว่าบริเวณบ้านมีพื้นที่ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นห้องใต้ดิน ภายในพบวัตถุโบราณและพระเครื่องจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเก็บรักษาและตรวจสอบที่มา รวมถึงรายละเอียดของทรัพย์สินตามขั้นตอนของกฎหมาย
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบเอกสารสิทธิ์ที่ดินจำนวน 11 แปลง รวมพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ และรถยนต์อีกหลายคัน โดยจากการประเมินเบื้องต้น ทรัพย์สินที่ตรวจยึดและตรวจสอบมีมูลค่ารวมประมาณ 89.5 ล้านบาท

สำหรับข้อมูลด้านธุรกิจ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ชายรายนี้เข้ามาประกอบกิจการในเมืองพัทยามาเป็นเวลาหลายปี และมีชื่อเกี่ยวข้องกับบริษัทจำนวน 5 แห่ง ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและบริการ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ รวมถึงกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยมีทุนจดทะเบียนรวมประมาณ 89 ล้านบาท
ส่วนประเด็นประวัติคดีในประเทศจีน พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบสถานะของคดีอย่างละเอียด หากพบว่าคดียังสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน รวมถึงพิจารณาแนวทางในการส่งตัวชายรายนี้กลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีน
ด้านกรมการปกครองระบุว่า การตรวจสอบดังกล่าวเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยกับทางการจีน โดยจะตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนและสถานะทางทะเบียนของชายรายนี้อย่างละเอียด พร้อมขยายผลไปยังบุคคลอื่นที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำหรือรับรองเอกสารดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังเตรียมตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ อ.พบพระ จ.ตาก ซึ่งเกี่ยวข้องกับประวัติการจัดทำทะเบียนราษฎรของชายรายนี้ เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวหรือไม่
ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างพิจารณาสถานะทางทะเบียนและสัญชาติของชายรายนี้ รวมถึงแนวทางดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวบุคคลต่างชาติออกนอกราชอาณาจักร โดยจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงและขั้นตอนของกฎหมาย
เจ้าหน้าที่ระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบการได้มาซึ่งเอกสารประจำตัวและสถานะทางทะเบียนให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลไปยังผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง หากพบพยานหลักฐานเพิ่มเติมจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป