วันที่ 13 กันยายน 2569 ชื่อของ พระพรหมวชิรคุณาธาร หรือ หลวงพ่อเณร เจ้าอาวาสวัดศรีสุดารามวรวิหาร เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร กลับมาได้รับความสนใจจากสังคมอีกครั้ง ภายหลัง เพจ พัดยศ สมณศักดิ์พระสงฆ์ไทย เผยแพร่ข้อมูลระบุว่า พระพรหมวชิรคุณาธารได้บริจาคปัจจัยจำนวน 2,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ในพื้นที่เขตดอนเมือง โดยท่านรับเป็นประธานดำเนินการก่อสร้าง และกำหนดระยะเวลาดำเนินงานประมาณ 42 เดือน

ข้อมูลที่เผยแพร่ระบุว่า งบประมาณของโครงการแบ่งเป็นปี พ.ศ. 2569 จำนวน 10 ล้านบาท ปี พ.ศ. 2570 จำนวน 660 ล้านบาท ปี พ.ศ. 2571 จำนวน 660 ล้านบาท และปี พ.ศ. 2572 จำนวน 670 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 2,000 ล้านบาท โดยโครงการมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบบริการด้านสาธารณสุขและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครเข้าถึงการรักษาพยาบาลมากขึ้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับบทบาทด้านสาธารณสงเคราะห์ของพระพรหมวชิรคุณาธาร ซึ่งตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการสนับสนุนงานด้านการศึกษา ศาสนสถาน การช่วยเหลือผู้เปราะบาง ตลอดจนการพัฒนาโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์หลายแห่งในกรุงเทพมหานคร
พระพรหมวชิรคุณาธาร มีนามเดิมว่า โกศล สิริพรหมคุณ เกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2493 ที่ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันมีอายุ 76 ปี เส้นทางเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เริ่มขึ้นตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2505 ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดดอน เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร โดยมีพระครูกัลยาณวิสุทธิ์เป็นพระอุปัชฌาย์ ก่อนมุ่งศึกษาพระปริยัติธรรมและวิชาการอย่างต่อเนื่อง
ต่อมาเมื่อถึงวัยอุปสมบท ท่านเข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2513 ณ วัดอินประชาราม อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สกลมหาสังฆปริณายก (ปุ่น ปุณฺณสิริ) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพนฯ เป็นพระอุปัชฌาย์

ด้านการศึกษา ท่านสอบได้นักธรรมชั้นเอก และยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จาก 2 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเวสเตอร์แปซิฟิก รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ในสาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ เมื่อปี 2528 และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สาขาสังคมศาสตร์ เมื่อปี 2542
พระพรหมวชิรคุณาธารได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบงานด้านการปกครองคณะสงฆ์มาอย่างต่อเนื่อง โดยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีสุดารามวรวิหารตั้งแต่ปี 2530 ก่อนรับตำแหน่งเจ้าคณะแขวงบ้านช่างหล่อในปี 2555 และได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะกรุงเทพมหานครในปี 2559
เส้นทางสมณศักดิ์ก็ได้รับการเลื่อนตามลำดับ โดยปี 2531 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระวชิรราชมานิต พระราชาคณะชั้นสามัญ จากนั้นปี 2536 เป็น พระราชพิพัฒนโกศล พระราชาคณะชั้นราช และปี 2557 เป็น พระเทพประสิทธิมนต พระราชาคณะชั้นเทพ
ต่อมาในปี 2567 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระธรรมวชิรคุณาธาร พระราชาคณะชั้นธรรม ก่อนที่วันที่ 27 มีนาคม 2568 จะได้รับพระราชทานสถาปนาขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ ในราชทินนาม พระพรหมวชิรคุณาธาร ซึ่งเป็นสมณศักดิ์ที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากงานด้านพระศาสนาและการปกครองคณะสงฆ์แล้ว พระพรหมวชิรคุณาธารยังมีบทบาทสำคัญด้านสังคมสงเคราะห์ โดยเฉพาะการพัฒนาสถานศึกษา การบูรณะศาสนสถาน และการช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบาง

หนึ่งในผลงานสำคัญคือการสนับสนุนการก่อสร้างอาคารเรียนคอนกรีตเสริมเหล็ก 4 ชั้น จำนวน 3 อาคาร พร้อมครุภัณฑ์ ให้แก่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ศูนย์วัดศรีสุดาราม รวมถึงการสนับสนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม
นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการบูรณะหอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ซึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรมและไม่สามารถใช้งานได้ ให้กลับมาสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง รวมถึงรับเป็นประธานดำเนินการก่อสร้างศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการทางสติปัญญาแบบครบวงจร บริเวณซอยเพชรบุรี 12 เพื่อรองรับการดูแลผู้พิการทางสติปัญญา
หนึ่งในภารกิจด้านสาธารณสงเคราะห์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือการสนับสนุนการก่อสร้างโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2539 พระพรหมวชิรคุณาธารเข้ามามีบทบาทในการดำเนินการสร้าง โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ก่อนจะมีผลงานด้านสาธารณสุขตามมาอีกหลายโครงการ
ปี 2556 มีบทบาทในการสร้าง โรงพยาบาลรัตนประชารักษ์ ขณะที่ปี 2561 สนับสนุนการสร้าง ศูนย์เวชศาสตร์เขตเมืองราชพิพัฒน์ เพื่อการฟื้นฟูและดูแลผู้ป่วย รวมถึงอาคารคิลานุปัฏฐากสำหรับดูแลพระสงฆ์อาพาธ
ต่อมาในปี 2565 มีการดำเนินการด้านอาคารเมตตาธรรม ดร.สุธาสินี นิติสาครินทร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับศูนย์โรคหัวใจและไต รวมถึงศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาและวิจัยของโรงพยาบาลราชพิพัฒน์
ปี 2566 เป็นประธานดำเนินการสร้าง โรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) และในปี 2567 มีบทบาทในการสร้าง โรงพยาบาลบุษราคัมจิตการุณย์ เขตสายไหม
ข้อมูลประวัติที่เผยแพร่ในปี 2569 ยังระบุว่า ท่านมีบทบาทในโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลและอาคารทางการแพทย์เพิ่มเติมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งเขตดอนเมือง เขตทุ่งครุ และเขตบางนา

สำหรับโครงการในเขตดอนเมือง มีการพัฒนาโรงพยาบาลแห่งใหม่บนถนนนาวงประชาพัฒนา แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร โดยโครงการโรงพยาบาลดังกล่าวถูกวางแผนให้เป็นโรงพยาบาลขนาด 200 เตียง และเป็นโครงการต่อเนื่องระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2569-2573
ก่อนหน้านี้ได้มีการพัฒนาพื้นที่เพื่อเปิดให้บริการผู้ป่วยนอกและห้องฉุกเฉิน โดยอาคารระยะแรกมีพื้นที่ประมาณ 900 ตารางเมตร และเริ่มเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ขณะที่กรุงเทพมหานครมีแผนพัฒนาอาคารโรงพยาบาลหลักต่อเนื่องเพื่อเพิ่มศักยภาพการรักษาพยาบาลในพื้นที่ดอนเมืองและกรุงเทพมหานครตอนเหนือ
ล่าสุด ข้อมูลที่เผยแพร่โดยเพจ พัดยศ สมณศักดิ์พระสงฆ์ไทย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 ระบุว่า พระพรหมวชิรคุณาธารรับเป็นประธานดำเนินการสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ในเขตดอนเมือง โดยระบุวงเงินรวม 2,000 ล้านบาท และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 42 เดือน แบ่งการใช้งบประมาณเป็นปี 2569 จำนวน 10 ล้านบาท ปี 2570 จำนวน 660 ล้านบาท ปี 2571 จำนวน 660 ล้านบาท และปี 2572 จำนวน 670 ล้านบาท
ตลอดเส้นทางกว่า 7 ทศวรรษของชีวิต พระพรหมวชิรคุณาธาร จึงไม่ได้มีเพียงบทบาทด้านการปกครองคณะสงฆ์ หากแต่ยังปรากฏผลงานด้านการศึกษา การสาธารณสงเคราะห์ และการสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์เพื่อประชาชนในหลายพื้นที่
จากเด็กชายโกศล สิริพรหมคุณ แห่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สู่ พระพรหมวชิรคุณาธาร พระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่แห่งวัดศรีสุดารามวรวิหาร ชื่อของท่านจึงเป็นอีกหนึ่งพระเถระที่มีบทบาทโดดเด่นในงานสาธารณสงเคราะห์ และยังคงเดินหน้าสร้างประโยชน์แก่สังคมอย่างต่อเนื่องในวัย 76 ปี
ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก พัดยศ สมณศักดิ์พระสงฆ์ไทย