จากกรณี นายกร (นามสมมุติ) อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขอความช่วยเหลือจาก นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ระหว่างกำลังทำพิธีฝังศพภรรยาและลูก เพื่อขอความเป็นธรรม หลังภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์แก่และทารกในครรภ์เสียชีวิตที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ล่าสุด วันที่ 4 กันยายน 2569 โรงพยาบาลขุนยวม ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 2 เรื่อง ชี้แจงข้อเท็จจริงและความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของมารดาและทารกในครรภ์ โดยระบุว่า... ตามที่โรงพยาบาลขุนยวมได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569 กรณีการเสียชีวิตของมารดาและทารกในครรภ์ ซึ่งเกิดเหตุเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569 และโรงพยาบาลได้แจ้งว่าจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทบทวนกระบวนการดูแลรักษา และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิตนั้น
โรงพยาบาลขุนยวมขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตอีกครั้ง พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงและความคืบหน้า ดังนี้
1. การประเมินและเข้ารับการรักษา
วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เวลา 09.33 น. หญิงตั้งครรภ์ถูกส่งตัวจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมายังโรงพยาบาลขุนยวม ตามแนวทางการฝากครรภ์ เพื่อรับการประเมินและเตรียมกระตุ้นคลอด
ผลการอัลตราซาวด์พบทารกมีศีรษะเป็นส่วนนำ น้ำหนักโดยประมาณ 3,076 กรัม ขณะที่การตรวจภายในพบว่าปากมดลูกยังปิดและยังไม่เข้าสู่ระยะคลอด แพทย์และพยาบาลจึงให้คำแนะนำเรื่องอาการเจ็บครรภ์คลอด รวมถึงอาการสำคัญที่ควรกลับมาโรงพยาบาล ก่อนให้กลับไปสังเกตอาการที่บ้าน
ต่อมา วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 01.20 น. หญิงตั้งครรภ์กลับมายังโรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บครรภ์และท้องแข็ง จากการประเมินพบว่าสัญญาณชีพคงที่ ตรวจภายในพบปากมดลูกเปิด 2 เซนติเมตร และมีการหดรัดตัวของมดลูก จึงรับไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อติดตามความก้าวหน้าของการคลอด
ระหว่างการติดตาม พบความผิดปกติของอัตราการเต้นหัวใจทารกในครรภ์เป็นช่วง ๆ แพทย์และทีมรักษาได้ประเมิน ให้การดูแล และเฝ้าระวังอาการอย่างต่อเนื่อง ก่อนอัตราการเต้นหัวใจทารกจะมีแนวโน้มดีขึ้น
กระทั่งเวลา 09.00 น. พบความผิดปกติของอัตราการเต้นหัวใจทารกอีกครั้ง ทีมรักษาจึงขอรับคำปรึกษาและประสานส่งต่อ เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์อยู่ในความดูแลของสูติแพทย์โรงพยาบาลประจำจังหวัด โดยก่อนส่งต่อหญิงตั้งครรภ์ยังรู้สึกตัวดี และได้รับการประเมินสัญญาณชีพรวมถึงอาการก่อนการเดินทาง
2. เหตุการณ์ระหว่างการส่งต่อและการช่วยเหลือฉุกเฉิน
เวลา 10.15 น. รถพยาบาลออกจากโรงพยาบาลขุนยวม เพื่อส่งต่อหญิงตั้งครรภ์ไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัด
ต่อมาเวลา 10.18 น. ระหว่างการเดินทาง หญิงตั้งครรภ์มีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก และหมดสติอย่างเฉียบพลัน ทีมส่งต่อจึงให้การช่วยเหลือทันที และนำผู้ป่วยกลับมายังโรงพยาบาลขุนยวม
เวลา 10.22 น. เมื่อถึงห้องฉุกเฉิน ทีมรักษาพบว่าหญิงตั้งครรภ์มีภาวะหายใจล้มเหลว จึงใส่ท่อช่วยหายใจและให้การรักษาภาวะฉุกเฉิน
ต่อมาเวลา 10.29 น. หญิงตั้งครรภ์เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมรักษาจึงดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพทันที ระหว่างการรักษา ประเมินพบว่าทารกในครรภ์ไม่มีการเต้นของหัวใจ ปากมดลูกเปิด 4 เซนติเมตร และมีน้ำคร่ำเดิน
ทีมรักษาได้ให้การช่วยฟื้นคืนชีพมารดาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หญิงตั้งครรภ์ไม่ตอบสนองต่อการช่วยเหลือ และเสียชีวิตในเวลา 11.40 น.
3. การดำเนินการภายหลังเหตุการณ์
ภายหลังการเสียชีวิต ทีมแพทย์ พยาบาล และผู้บริหารโรงพยาบาลขุนยวม ได้พบกับครอบครัวเพื่ออธิบายลำดับเหตุการณ์ การดูแลรักษา และแนวทางตรวจหาสาเหตุการเสียชีวิตเพิ่มเติม พร้อมแนะนำให้มีการชันสูตรพลิกศพ
ขณะนั้นครอบครัวยังไม่ประสงค์ส่งร่างไปชันสูตร และนำร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา
ต่อมา วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569 โรงพยาบาลได้ติดตามครอบครัว ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น และดำเนินการตามความประสงค์ของครอบครัวเกี่ยวกับการนำทารกออกจากครรภ์เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา
หลังจากนั้น โรงพยาบาลได้รับการประสานจากสถานีตำรวจภูธรขุนยวมว่า ครอบครัวมีความประสงค์ให้ตรวจหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างชัดเจน จึงเข้าสู่กระบวนการชันสูตรพลิกศพ ณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
4. การตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินการต่อจากนี้
โรงพยาบาลขุนยวมได้รวบรวมเวชระเบียน เพื่อประกอบการทบทวนเหตุการณ์อย่างเป็นระบบ พร้อมประสานหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมทบทวนเหตุการณ์อย่างรอบด้าน
โรงพยาบาลระบุว่า พร้อมนำข้อเสนอแนะไปใช้ในการพัฒนาระบบบริการให้มีมาตรฐาน และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้รับบริการเป็นสำคัญ
ขณะนี้ การระบุสาเหตุการเสียชีวิตยังอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบ ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลทางการแพทย์ร่วมกับผลการชันสูตรอย่างเป็นทางการจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แผนกนิติเวช โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จึงยังไม่สามารถสรุปสาเหตุการเสียชีวิตได้ในขณะนี้
หากได้รับผลการชันสูตรหรือผลการตรวจสอบที่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้อย่างเป็นทางการ โรงพยาบาลจะพิจารณาแจ้งความคืบหน้าต่อไป โดยคำนึงถึงสิทธิของครอบครัวและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ โรงพยาบาลขุนยวมระบุว่า ตระหนักถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น และเข้าใจถึงความกังวลของครอบครัวและประชาชน โดยเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอขุนยวมจะยังคงประสานและติดตามครอบครัว รับฟังความต้องการ ตลอดจนดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาตามสิทธิและกระบวนการที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง