เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 มีรายงานว่า นายยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว นักร้องรุ่นใหญ่ชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึง ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) เศรษฐีอันดับ 1 ของไทย ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว Add Bao โดยระบุว่า ท่านประทาน ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ผมรู้จัก จากเสื่อผืนหมอนใบ ของคนไทยลูกจีนถึงมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม (บันทึกโดย แอ๊ด คาราบาว 12 กันยายน 2569)
คนจีนจากแผ่นดินใหญ่อพยพมาตั้งรกรากในประเทศไทยนั้นมีมาหลายร้อยปีแล้ว ครอบครัวผมก็เป็นหนึ่งในนั้น บรรพชนฝ่ายแม่แซ่อึ๊งหรือหวาง เป็นชาวแต้จิ๋วจาก "เท่งไห้ใกล้ซัวเถา" ส่วนฝ่ายพ่อมาจาก "ฮงซุน" เป็นดินแดนของพวกปั๊วซัวแคะ แซ่โอ๊วหรือหู ต่อมาอาปาจึงเปลี่ยนมาใช้นามสกุล "โอภากุล"
คนจีนรุ่นแรกเข้ามาแบบ "เสื่อผืนหมอนใบ" ที่ผมเคยอ่านจาก "ศิลปะวัฒนะธรรม" ของเครือมติชน มีเพียงเสื่อผืนหมอนใบ อาศัยแรงกาย ความขยันอดทน และความหวัง ก่อนจะสร้างครอบครัว ตั้งตัว และร่วมพัฒนาประเทศไทยจนเจริญรุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้ หลายตระกูลประสบความสำเร็จจนสร้างชื่อให้ประเทศในระดับโลก เช่น "ตระกูลสิริวัฒนภักดี" และ "ตระกูลเจียรวนนท์" เป็นต้น คนเหล่านี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกลุ่ม "จีนเทา" ที่เข้ามาอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และก่อปัญหาให้สังคมไทยอยู่ในขณะนี้
ความผูกพันของผมกับตระกูลเจียรวนนท์ โดยเฉพาะกับท่านประธานธนินท์ ไม่ใช่เรื่องที่ฟังต่อกันมา แต่เป็นประสบการณ์ที่ผมได้เห็นและสัมผัสด้วยตัวเอง ราวปี 2530-2531 ผมขับรถจากบางกะปิไปดูการชนไก่นานาชาติที่หนองงูเหลือม ชลบุรี ระหว่างที่นั่งดูไก่ชนกันที่สนาม จู่ๆก็มีคนมาเชิญผมเข้าไปพบท่านประธาน ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร แต่สิ่งแรกที่ประทับใจคือความสุภาพและอ่อนน้อมของท่าน
ท่านถามว่าผมชอบไก่ชนหรือ? เมื่อรู้ว่าผมเคยเลี้ยงไก่ชน ท่านจึงชวนไปที่ฟาร์มหนองจอก และมอบไก่ชนเวียดนามตัวผู้ที่สวยสง่างามมาก พร้อมแม่พันธุ์อีกหลายตัวให้ผมนำไปเพาะ จากวันนั้นผมกลับมาเลี้ยงไก่อีกครั้ง และมิตรภาพของเราก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น
ท่านเคยมาบ้านผมที่กรุงเทพกรีฑาสองสามครั้ง ที่สัตหีบก็เคยมา ส่วนผมก็เคยไปบ้านท่านที่บางนา ที่เขาใหญ่และที่ตราด ที่นั่นท่านได้แนะนำให้ผมได้รู้จักท่านประธานจรัญ พี่ใหญ่ของตระกูลเจียรวนนท์ ที่ผมเล่าถึงท่านไปแล้วในตอนแรก ผมสนิทกับท่านจรัญเร็วมาก เนื่องจากท่านเป็นคนร่าเริงชอบผจญภัย ท่านพาผมชมเรือไม้ขนาดใหญ่ที่ท่านต่อ ท่านบอกกับผมแบบตลก ๆ ว่า ท่านน่าจะเป็นพวกไวกิ้งกลับชาติมาเกิดถึงยังต่อเรือไม้เพื่อใช้เดินทะเล ผมไปตราดก็จะแวะะไปนอนค้างที่บ้านบังกาโลริมทะเลของท่านบ่อยมาก
ผมชอบไปตราดเพราะไปหาไก่เชิงไก่ท่าพริกที่มีชื่อเสียงเรื่องเชิงดี ส่วนท่านประธานธนินท์ เมื่อมีเวลาว่างเราจะนัดไปชนไก่ด้วยกัน ทั้งที่สุพรรณ สนามของหนุ่มน้องชายรองเต่า จรูญเกียรติ ปานแก้ว ไปอุบลฯ อุดรฯ หลายแห่งในเมืองไทย ในเมืองนอก ทั้งจีน เวียดนาม และกัมพูชา ทุกๆที่มีทั้งเรื่องสนุกและเหตุการณ์น่าตื่นเต้นวุ่นวาย ครั้งหนึ่งที่อุบล เรายังได้เจอท่านทักษิณ ชินวัตร ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นนายกอยู่ ยังแซวเราว่า "สองคนนี้มาตีไก่แน่นอน"
เรื่องนี้ต่อมาเมื่อไข้หวัดนกระบาด รัฐบาลขณะนั้นหาแพะะรับบาปคือ "ไก่ชน" จนเกิดการเข่นฆ่าไก่อย่างบ้าคลั่ง ท่านประธานธนินท์เคืองมากเรื่องนี้ ท่านจึงก่อตั้งสมาคมส่งเสริมอาชีพไก่ชนไทย โดยตั้งผมเป็นนายกไก่ คุณหมอชัย วัชรงค์ เป็นอุปนายก พวกเราจุดม้อบคนร่วมสามหมื่นคนทั่วปรเทศ เดินทางไปประท้วงรัฐบาลที่หน้าลานเจดีย์พระนเรศวรที่อำเภอดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี งานนั้นรัฐบาลส่งคุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มาเจรจา ผมไม่แฮปปี้กับการแสดงจุดยืนของเธอ จนเกิดคำตำนิจากปากผมออกไมโครโฟนดังก้องว่า "ตอแหล"
ปัญหาต่าง ๆ ที่เราประสบ ท่านประธานมักมองทุกอย่างอย่างสงบและใจเย็น ครั้งหนึ่งที่กัมพูชา เขาเชิญเราไปชนไก่กับท่านรัฐมนตรีพิเศษ ซกอัน ผมเห็นว่าเราเสียเปรียบเพราเะไก่เขาเป็นไก่เดือยสวมเดือย ไก่เราเป็นไก่แข้ง ถึงตัวใหญ่กว่าแต่ก็เเพ้เพราะโดนเดือยแทง ผมจึงบอกว่าไม่ควรชนต่อ ท่านตอบผมว่า "คุณแอ๊ด เรามาชนเพื่อการเมือง เรามาชนเพื่อการค้า เราจะเอาชนะเขาไม่ได้หรอก"
ประโยคนี้ทำให้ผมเข้าใจว่า บางครั้งการเดินทางไปพบปะและสร้างความสัมพันธ์สำคัญกว่าผลแพ้ชนะตรงหน้า อีกครั้งที่เวียดนาม เราไม่รู้ว่ากฏหมายที่นั่นห้ามพนันชนไก่ ตำรวจเข้ามาระหว่างไก่กำลังชน ผมตกใจจนวิ่งหนี แต่ท่านยังเดินออกไปอย่างสงบ เมื่อเจ้าหน้าที่รู้ว่าท่านเป็นใคร เหตุการณ์ก็คลี่คลาย แม้คู่ชนชาวเวียตนามจะอุ้มไก่ของเราหนีไปด้วย ท่านก็ไม่เอะอะ เพียงพูดเปิดโอกาสให้นำกลับมาคืน และสุดท้ายอีกฝ่ายก็นำไก่มาคืนจริง ๆ
ระหว่างการเดินทางไปชนไก่ที่เวียตนาม ผมสังเกตว่าคนตระกูลเจียรวนนท์นี้ท่านคิดถึงแต่การสร้างประโยชน์จากสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ อันนี้คือท่านประธานมนตรี ผู้เป็นพี่กลางของท่านประธานธนินท์ ท่านบอกทำไมเวียตนามปลูกแต่ต้นไม่โง่ ๆ ผมถามท่านว่าต้นไม้โง่ ๆ คืออะไรครับ ท่าน ท่านบอกว่าก็มันไม่มีผลให้กินได้ 55555 เมื่อได้กินผลไม้รสชาติดี อย่างเช่นลูกนม ท่านบอกผมว่าคุณแอ๊ดเก็บเม็ดไว้ให้ผมด้วยอย่าทิ้งน่ะ ผมจะเอาไปปลูกบ้านเราไทยเราไม่มี สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้สะท้อนวิธีคิดของคนที่มองเห็นอนาคตของเรื่องอาหาร อาชีพ และประโยชน์ที่จะเกิดแก่ผู้คน
ความใจกว้าง ผมยังจำเหตุการณ์ที่คุนหมิงได้ดี วันนั้นเที่ยวบินล่าช้า และมีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งต้องรอเครื่องลำเดียวกับเรา แต่ออกไปรับประทานอาหารไม่ได้ เพราะเจ้าที่สนามบินไม่อนุญาติและในสนามบินก็ไม่มีอาหารขาย แต่คณะของเราเขาอณุญาติ เมื่อท่านทราบว่าคนไทยเหล่านั้นเป็นคนที่ผมสนิท คือพี่ตั้ม กันตนา ท่านก็สั่งอาหารอย่างดีให้นำกลับมาเลี้ยงทุกคน นี่คือน้ำใจที่ผมไม่เคยลืม
สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือ แม้ท่านจะร่ำรวยมหาศาลและมีตำแหน่งใหญ่โตในบริษัท แต่ท่านให้เกียรติผู้อื่นเสมอ เวลาเราทานอาหารด้วยกัน ท่านจะเป็นผู้ตักอาหารให้แขกกก่อนเสมอแล้ววท่านถึงจะตักของท่านทีหลัง เวลาส่งแขก ท่านจะเดินมาส่งถึงประตูรถ ไม่ว่าผมหรือใครก็ตามที่เป็นแขกของท่าน ท่านปฏิบัติเช่นนี้ต่อทุกคนไป มันเป็นบทเรียนที่ผมจำเอามาใช้ในปัจจุบัน คนระดับเจ้าสัวที่คนอื่นๆเรียกท่าน แต่กลับวางตนได้น่าเคารพอย่างหาที่สุดมิได้ ท่านไม่เคยถือตนว่ายิ่งใหญ่เลย
ครั้งหนึ่งในงานการกุศลที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านขึ้นกล่าวบนเวทีว่า "ผมมางานนี้ก็เพราะคุณแอ๊ดเป็นเพื่อนผม" คำพูดสั้น ๆ นี้ทำให้ผมซาบซึ้งมาก จนคุณเสถียรต้องเอาศอกมากระทุ้งผมเหมือนเป็นนัยยะว่า ให้จำไว้ว่าท่านคิดกับผมอย่างไรท่านให้เกียรติผมจริง ๆ ทั้งที่ผมเป็นเพียงนักร้องเพื่อชีวิตคนหนึ่ง ท่านยังให้เกียรติครอบครัวผมในงานสำคัญ ๆ ต่าง ๆ งานศพพ่อแม่ผม งานแต่งงานลูกผม ท่านมาร่วมตลอด และซองที่ท่านช่วยไม่เคยต่ำกว่า 200,000 บาท หรือแม้แต่งานแซยิดของผมที่คุณบัณฑูร ล่ำซำจัดให้กลางแจ้งริมแม่น้ำเจ้าพระยาข้างสำนักงานใหญ่กสิกรไทย วันนั้นโชคไม่ดีฝนตก ท่านก็ยังอยู่ร่วมงานจนจบ
ระหว่างเดินทางด้วยกัน ท่านมักถ่ายทอดบทเรียนเรื่องธุรกิจและการพึ่งพาตนเอง ท่านเคยเปรียบไก่ว่าเป็น "ตู้เย็นประจำบ้านที่ไม่ต้องเสียบปลั๊ก" เพราะให้ได้ทั้งเนื้อและไข่ ท่านยังเห็นว่าชาวนาควรมีรายได้ดี ไม่ควรถูกกดราคาข้าว เพราะเมื่อชาวนามีกำลังซื้อ เศรษฐกิจก็จะหมุนเวียนไปทั้งระบบ ท่านชี้ให้ดูชาวนาญี่ปุ่นมีเงินบินมาเที่ยวเมืองไทย แต่ชาวนาไทยกับเป็นหนี้ ธกส. ท่านยังสอนเรื่องความประหยัด มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านปฏิเสธที่จะซื้อโคมไฟไปติดที่อาคารอบรมที่ปากช่อง สถาปนิกเสนอแบบดวงโคมหลักหมื่น ท่านเห็ว่ามันมีราคาแพงเกินความจำเป็น ให้ลดลงมาใช้หลักร้อยดูเอาเถอะครับทำให้ผมเข้าใจว่า คนร่ำรวยไม่ใช่เพียงต้องหาเงินเป็น แต่ต้องรู้จักใช้เงินด้วย
ผมเคยมอบหัวเข็มขัดรูปไก่ชนให้ท่าน แม้จะไม่ใช่ของราคาแพง แต่ท่านสวมทุกครั้งที่เราไปชนไก่ด้วยกัน เรื่องเล็ก ๆ นี้ทำให้ผมเห็นว่า สำหรับท่าน คุณค่าของสิ่งของไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่น้ำใจของผู้ให้ เมื่อผมกับคุณเสถียรเริ่มทำธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง เราไปขอคำปรึกษาจากท่าน เดิมทีเราคิดจะใช้ชื่อ "คาราบาวตะวันแดง" แต่ท่านเห็นว่าชื่อยาวเกินไป และแนะนำให้เลือกใช้ชื่อใดชื่อหนึ่ง ในที่สุดจึงกลายมาเป็น "คาราบาวแดง"
ต่อมาเมื่อธุรกิจของเราต้องนำสินค้าเข้าเซเว่นอีเลฟเว่น ท่านช่วยโทรศัพท์ขอให้ผู้บริหารผ่อนเงื่อนไขทางการค้า ความช่วยเหลือครั้งนั้นมีความหมายอย่างมากในช่วงที่ธุรกิจกำลังตั้งหลัก ท่านยกหูทันทีสั่งลูกน้องทั้งๆที่ปลายสายโต้กลับมาว่าไม่ได้มันเป็นกฏ ท่านก็ถามว่าใครดูแลเรื่องราคาให้ผมคุยตรงหน่อย แล้วท่านก็สั่งเลยว่าคุณต้องลดราคาให้คุณแอ๊ดคุณเสถียร ท่านสั่งเลยแล้วใครจะไม่กล้าทำตาม ท่านวางสายเสร็จก็หันมาบอกผมว่า ตัวท่านไม่ค่อยรู้เรื่องของ 7-11 แล้วตอนนี้ ท่านเป็นผู้บุกเบิกเมื่อประสพความสำเร็จตั้งตัวได้แล้วท่านก็เดินหน้าไปทำเรื่องใหม่ ๆ ต่อไป ท่านยังเตือนให้เรารีบเข้าสู่ตลาดจีน และเสนอจะช่วยติดต่อประธานบริษัทเบียร์ชิงเต่า เพื่อเปิดทางให้คารบาวแดงได้เข้าไปถึงตลาดจีนอีกด้วย
วันนี้ผมกับคุณเสถียรเติบโตขึ้นในทางธุรกิจ และทำธุรกิจที่อาจดูเหมือนเป็นคู่แข่งกับธุรกิจของท่านประธาน แต่ผมยืนยันได้ว่า เราไม่เคยคิดจะต่อสู้หรือเอาชนะท่าน เราทำคอนวีเนี่ยนสโตล์เพื่อที่จะเป็นที่ขายเบียร์ อันมีตลาดที่ใหญ่ขนาดปีละสองแสนกว่าล้าน และตลาดสุราแสนสองหมื่นล้าน คุณเสถียรพูดกับผมอยู่เสมอว่า "แอ๊ด เราต้องเคารพท่านประธานอย่างสุดจิตสุดใจ เพราะท่านคือผู้มีพระคุณอย่างยิ่งต่อเรา เรามีวันนี้ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะคำปรึกษา โอกาส และความช่วยเหลือจากท่าน"
สำหรับผม การแข่งขันทางธุรกิจไม่อาจลบล้างมิตรภาพและความกตัญญูที่ผมมีต่อท่านประธานธนินท์ เจียรวนนท์ ผู้มีมิตรภาพ น้ำใจ มอบให้ทั้งคำแนะนำ โอกาส และบทเรียนของการเป็นมนุษย์ ท่านทำให้ผมเห็นว่า คนยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องวางตัวใหญ่โต คนร่ำรวยไม่จำเป็นต้องฟุ่มเฟือย และผู้ที่ประสบความสำเร็จควรเปิดทางให้ผู้อื่นได้เติบโตไปด้วย
จากวันแรกที่สนามชนไก่จนถึงวันนี้ ท่านประธานธนินท์ยังคงเป็นทั้งเพื่อน เป็นครู และเป็นผู้มีพระคุณที่ผมเคารพศรัทธาอย่างหมดหัวใจ ทุกเรื่องที่เล่ามานี้คือสิ่งที่ผมได้เห็น ได้พบ ได้รับ และสัมผัสด้วยตัวเอง เป็นมิตรภาพที่ผมจะไม่มีวันลืมตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ครับพี่น้อง