เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 โรงเรียนนายร้อยตำรวจออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณี ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ สามีของ เจ๊หนิง ซึ่งเป็นคู่กรณีของภรรยา บิ๊กโจ๊ก หลังถูกลงโทษทางวินัยจากกรณีมีพฤติการณ์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหลายประการ รวมถึงมีคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง โดยโรงเรียนนายร้อยตำรวจระบุว่า พฤติการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและโรงเรียนนายร้อยตำรวจอย่างรุนแรง
แถลงการณ์ระบุว่า ก่อนหน้านี้ ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ และภรรยา ได้แจ้งความกล่าวหาผู้เสียหายในข้อหา ลักทรัพย์และบุกรุก แต่ต่อมาคดีดังกล่าวมีคำสั่งไม่ฟ้องเด็ดขาด
ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2567 ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ โหนกระแส โดยมีการกล่าวหาผู้เสียหายว่ามีความสัมพันธ์ในลักษณะชู้สาวกับตนเอง ซึ่งโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้พิจารณาพฤติการณ์ดังกล่าวในกระบวนการสอบสวนทางวินัย และเห็นว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
จากกรณีดังกล่าว โรงเรียนนายร้อยตำรวจมีคำสั่ง ปลด ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ ออกจากราชการ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ขณะเดียวกัน ยังมีการสอบสวนทางวินัยอีกกรณีหนึ่งเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่ ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับภรรยากลั่นแกล้งผู้เสียหาย และมีการเรียกรับเงินจำนวน 3 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่นำคลิปวิดีโอเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้เสียหายไปเปิดเผย
คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่าย ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และมีมูลเหตุจูงใจเกี่ยวกับทรัพย์สิน จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะลดหย่อนโทษทางวินัยได้
ต่อมาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจจึงมีคำสั่งลงโทษทางวินัยขั้นสูงสุด คือ ไล่ ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ ออกจากราชการ โดยให้คำสั่งดังกล่าวมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ส่งผลให้ ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ พ้นจากสถานะข้าราชการตำรวจโดยสมบูรณ์
โรงเรียนนายร้อยตำรวจยังระบุถึงพฤติการณ์ก่อนมีคำสั่งลงโทษว่า ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ ได้ให้ภรรยาเข้าพบและกดดันผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อขอให้ยุติหรือไม่ดำเนินการทางวินัยกับตนเอง
นอกจากนี้ ยังพบการใช้เพจเฟซบุ๊ก อาทิ กู้ศักดิ์ศรีให้ตำรวจ และ ข่าวตำรวจ No.1 เผยแพร่ข้อความที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจเห็นว่าเป็นการบิดเบือนและหมิ่นประมาทผู้บังคับบัญชา
กระทั่งเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ภรรยาของผู้ถูกกล่าวหาได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในลักษณะข่มขู่ โดยระบุว่า มีคนจะเอาลูกตะกั่วให้พวกมึxแxก!! ซึ่งโรงเรียนนายร้อยตำรวจเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ในลักษณะคุกคาม และอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของบุคคลอื่น
สำหรับความคืบหน้าทางคดีอาญา โรงเรียนนายร้อยตำรวจเปิดเผยว่า คดีที่ ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ และภรรยา แจ้งความกล่าวหาผู้เสียหายในข้อหาลักทรัพย์และบุกรุกนั้น มีคำสั่งไม่ฟ้องเด็ดขาดแล้ว
จากนั้นผู้เสียหายได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกลับ ในข้อหา ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น โดยพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง และขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ส่วนคดี หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ โหนกระแส ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิด โดยพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 150,000 บาท แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้เป็นเวลา 3 ปี พร้อมมีคำสั่งให้ลงโฆษณาคำพิพากษา เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหาย
โรงเรียนนายร้อยตำรวจย้ำว่า ผลจากคำสั่งไล่ออกจากราชการ ทำให้ ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ หมดสิทธิได้รับ บำเหน็จ บำนาญ และสวัสดิการจากทางราชการทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง และหากไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.ตร. สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 90 วัน ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด