เตือนภัย! สแกมเมอร์พุ่งเป้าหลอกนักเรียน-นักศึกษา เคสล่าสุดเหยื่อวัย 17 ปี สูญกว่า 3 ล้านบาท
เตือนภัย! สแกมเมอร์พุ่งเป้าหลอกนักเรียน-นักศึกษา เคสล่าสุดเหยื่อวัย 17 ปี สูญกว่า 3 ล้านบาท
ข่าวสังคม - โซเชียล

เตือนภัย! สแกมเมอร์พุ่งเป้าหลอกนักเรียน-นักศึกษา เคสล่าสุดเหยื่อวัย 17 ปี สูญกว่า 3 ล้านบาท

ฟังข่าวนี้

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ACSC ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และ ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยสถิติอาชญากรรมออนไลน์ในช่วงวันที่ 23-29 สิงหาคม 2569 พบมีประชาชนแจ้งความผ่านระบบ Thaipoliceonline จำนวน 5,779 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 260 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 16-22 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีการแจ้งความมากถึง 73,532 คดี และมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 2,515 ล้านบาท

จากการวิเคราะห์ข้อมูลของ ACSC พบว่า แม้จำนวนคดีและมูลค่าความเสียหายโดยรวมจะลดลง แต่การหลอกลวงเกี่ยวกับสินค้าและบริการยังคงเป็นประเภทคดีที่พบมากที่สุด โดยมีจำนวน 4,410 คดี หรือคิดเป็น 76.3% ของคดีทั้งหมด

ขณะที่ประเภทคดีที่สร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูงสุด คือการหลอกลวงด้วยการแอบอ้างบุคคลอื่น มีมูลค่าความเสียหายกว่า 62 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24.2% ของความเสียหายทั้งหมด

สำหรับพื้นที่ที่มีการแจ้งความมากที่สุดในช่วงสัปดาห์ดังกล่าว ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 92 คดี มูลค่าความเสียหาย 30.3 ล้านบาท รองลงมาคือปทุมธานี 23 คดี ความเสียหายประมาณ 330,000 บาท และเชียงใหม่ 22 คดี ความเสียหายประมาณ 17 ล้านบาท

ข้อมูลของ ACSC ยังพบว่า ผู้หญิงยังคงเป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์มากกว่าผู้ชาย ขณะที่กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด และพบแนวโน้มดังกล่าวต่อเนื่องมาหลายเดือน โดยเฉพาะคดีหลอกซื้อขายสินค้าและบริการ การแอบอ้างบุคคลอื่น และการหลอกลวงด้านการจ้างงาน

ในด้านการช่วยเหลือผู้เสียหาย ACSC ได้ประสานความร่วมมือกับธนาคารต่าง ๆ จนสามารถระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนที่เงินจะเข้าสู่บัญชีของมิจฉาชีพได้ 14 ราย รวมมูลค่ากว่า 1.9 ล้านบาท โดยในช่วงนี้พบว่ากลุ่มมิจฉาชีพมีพฤติการณ์มุ่งเป้าไปยังนักเรียนและนักศึกษาหลายกรณี

หนึ่งในคดีที่มีมูลค่าความเสียหายสูงและเกี่ยวข้องกับเยาวชน เกิดขึ้นกับหญิงสาวอายุ 17 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ ACSC ได้ประสานตำรวจ สน.บางนา กรุงเทพมหานคร เข้าช่วยเหลือ หลังถูกกลุ่มมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โทรศัพท์มาข่มขู่ว่าบัญชีธนาคารของเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

มิจฉาชีพพยายามสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการให้ผู้เสียหายพูดคุยผ่านแอปพลิเคชันไลน์ พร้อมกำชับไม่ให้บอกเรื่องดังกล่าวกับบุคคลอื่น ส่งผลให้เยาวชนถูกตัดขาดจากการขอคำปรึกษาหรือความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง

จากนั้นมิจฉาชีพสั่งให้เยาวชนถอนเงินและโอนเงินหลายครั้ง ระหว่างวันที่ 13-26 สิงหาคม 2569 โดยมีการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคารจำนวน 300,000 บาท และถอนเงินสดจากธนาคารอีก 3 ครั้ง รวม 2,756,000 บาท แบ่งเป็น 766,000 บาท 990,000 บาท และ 1,000,000 บาท ก่อนนำเงินสดไปส่งมอบให้มิจฉาชีพตามจุดนัดหมายในซอยสุขุมวิท รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 3,056,000 บาท

กระทั่งวันที่ 26 สิงหาคม 2569 กลุ่มมิจฉาชีพยังสั่งให้ผู้เสียหายไปแจ้งธนาคารว่าสมุดบัญชีสูญหาย เพื่อขอออกสมุดบัญชีเล่มใหม่ และเตรียมถอนเงินเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ความเสียหายจะเพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางนาได้รับการแจ้งเตือนจากระบบ War Room ว่ามีบุคคลกำลังตกเป็นเป้าหมายของขบวนการหลอกลวง จึงเร่งเข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือ ทำให้เยาวชนทราบว่ากำลังถูกหลอกและสามารถหยุดการโอนเงินได้ทันเวลา ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อไป

นอกจากการติดตามคดีออนไลน์แล้ว ในช่วงวันที่ 23-30 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังบริเวณพื้นที่ชายแดนและเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ โดยมีผลการปฏิบัติงานสำคัญ ได้แก่ การจับกุมคนไทยลักลอบข้ามแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่จังหวัดสระแก้วจำนวน 1 ราย

ตำรวจสอบสวนกลาง หรือ CIB โดย กก.3 บก.ปคม. ยังรับตัวคนไทย 5 ราย ซึ่งถูกส่งกลับจาก สปป.ลาว โดยทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าเป็นแอดมินเว็บไซต์พนันออนไลน์ ST Vegas

ขณะเดียวกัน ตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง หรือ บก.ทล. จับกุมคนไทย 2 ราย และชาวจีน 7 ราย บริเวณทางหลวงหมายเลข 344 กม.2 อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาชาวไทยรับว่าได้รับการว่าจ้างจากเครือข่าย Ghost Driver ให้ทำหน้าที่ลำเลียงชาวจีนหลบหนีเข้าเมือง โดยในเดือนสิงหาคม 2569 ดำเนินการมาแล้ว 5 ครั้ง รวม 6 เที่ยว และมีชาวจีนถูกนำพาเข้ามาในประเทศรวม 25 คน

ชาวจีนกลุ่มดังกล่าวลักลอบเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติจาก สปป.ลาว และกัมพูชา ก่อนมีนายหน้าชาวจีนติดต่อชักชวนผ่าน Telegram และ TikTok ให้เดินทางไปทำงานในพื้นที่เมืองเมียวดีและชเวโก๊กโก่ ประเทศเมียนมา โดยเสนอค่าดำเนินการเดินทางสูงสุดถึง 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 198,300 บาท

จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาชาวจีน พบว่า 1 รายมีหมายจับในคดีฉ้อโกงจากทางการจีน ขณะที่อีก 1 รายมีประวัติเกี่ยวข้องกับทีมงานสแกมเมอร์ เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาผู้ต้องหาชาวไทยฐานซ่อนเร้นและช่วยเหลือคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุม ส่วนชาวจีนถูกแจ้งข้อหาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ACSC เตือนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ให้ระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะตำรวจ ปปง. และ DSI ซึ่งมักใช้วิธีสร้างความหวาดกลัวและเร่งให้เหยื่อปฏิบัติตามคำสั่ง

เจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่จริงจะไม่โทรศัพท์เพื่อข่มขู่ประชาชน ไม่ส่งเอกสารราชการหรือหมายจับผ่านไลน์ ไม่ใช้การวิดีโอคอลเพื่อสอบสวนหรือควบคุมตัว และจะไม่มีการสั่งให้ประชาชนโอนเงินหรือนำทรัพย์สินไปมอบให้เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์โดยเด็ดขาด

ประชาชนยังควรระวังบุคคลที่อ้างตัวเป็นตัวแทนจากเครือข่ายโทรศัพท์หรือสถาบันการเงิน หากได้รับสายหรือข้อความที่มีลักษณะน่าสงสัย ควรตรวจสอบข้อมูลกลับไปยังหน่วยงานต้นทางผ่านช่องทางที่เป็นทางการก่อนดำเนินการใด ๆ

ส่วนผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลาน หากพบว่ามีอาการผิดปกติ เก็บตัว ไม่พูดคุยกับคนในครอบครัว หรือขอเงินโดยอ้างว่าเป็นค่าเทอมและค่าประกันทุนการศึกษา ควรตรวจสอบข้อมูลกับสถานศึกษาหรือเจ้าของทุนโดยตรง

หากสงสัยว่ากำลังเผชิญกับขบวนการสแกมเมอร์ สามารถขอคำปรึกษาหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ หรือโทรสายด่วนศูนย์ AOC 1441 ได้ทันที เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ