ไม่รอด! รองจ๋อเปิดโปงกลโกงใหม่ สาวไส้แก๊งสแกมเมอร์ รวบสิ้น 3 ราย หลักฐานคามือ
ไม่รอด! รองจ๋อเปิดโปงกลโกงใหม่ สาวไส้แก๊งสแกมเมอร์ รวบสิ้น 3 ราย หลักฐานคามือ
ข่าวสังคม - โซเชียล

ไม่รอด! รองจ๋อเปิดโปงกลโกงใหม่ สาวไส้แก๊งสแกมเมอร์ รวบสิ้น 3 ราย หลักฐานคามือ

ฟังข่าวนี้

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 12.30 น. เจ้าหน้าที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ ศอ.ปส.บช.น. ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ ผอ.ศอ.ปส.ตร. พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. เข้าปฏิบัติการจับกุมเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและขบวนการมิจฉาชีพออนไลน์ หลังการสืบสวนขยายผลพบเส้นทางการเงินที่มีลักษณะเป็นเครือข่ายอาชญากรรม

ปฏิบัติการครั้งนี้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบงานยาเสพติด พร้อมด้วย พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ฐากรณ์ รอง ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น. และ พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว รอง ผกก.กก.สส.บก.น.5 นำกำลังลงพื้นที่ติดตามเครือข่ายดังกล่าว จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย พร้อมของกลางยาเสพติด เงินสด โทรศัพท์มือถือ และเอกสารธุรกรรมทางการเงินจำนวนมาก

การสืบสวนเริ่มต้นจากการติดตามเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ทุ่งครุ โดยชุดสืบสวนพบชายหญิงคู่หนึ่งมีพฤติกรรมน่าสงสัย มักพกเงินสดจำนวนมากและตระเวนทำธุรกรรมตามตู้เอทีเอ็มหลายแห่ง โดยฝ่ายชายมีลักษณะก้มดูโทรศัพท์และสนทนาอยู่เกือบตลอดเวลา คล้ายมีบุคคลคอยสั่งการจากระยะไกล

เมื่อ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. รับรายงาน จึงสั่งให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ขยายผลและติดตามพฤติกรรมของบุคคลทั้งสองอย่างละเอียด กระทั่งพบว่าทั้งคู่มีบทบาทสำคัญในการจัดการธุรกรรมทางการเงินให้กับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ปฏิบัติการอยู่ในประเทศเมียนมา

รูปแบบการทำงานคือ ผู้ต้องหาจะรับคำสั่งจากระดับหัวหน้า จากนั้นนำรหัสหรือ QR Code สำหรับถอนเงินไปทำรายการที่ตู้เอทีเอ็มแบบไม่ใช้บัตร เมื่อถอนเงินสดจากหลายบัญชีแล้วจะนำเงินไปรวบรวมและฝากกลับเข้าบัญชีตามคำสั่ง เพื่อส่งต่อเงินไปยังเครือข่ายอีกทอดหนึ่ง

กระทั่งเจ้าหน้าที่ติดตามผู้ต้องหามาถึงบริเวณถนนพระราม 2 ซอย 47 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พบ นายเอ อายุ 24 ปี กำลังทำรายการถอนเงินสดบริเวณตู้เอทีเอ็ม จึงแสดงตัวเข้าจับกุม

ขณะเดียวกัน น.ส.บี อายุ 29 ปี ซึ่งนั่งอยู่ภายในรถและคอยสังเกตการณ์ ได้พยายามหลบหนี โดยขยับจากเบาะข้างคนขับไปยังตำแหน่งคนขับ ก่อนเร่งเครื่องฝ่าวงล้อมเจ้าหน้าที่ ทำให้เกิดการไล่ติดตามไปตามเส้นทางถนนพุทธบูชา

ระหว่างหลบหนี ผู้ต้องหาขับรถฝ่าสัญญาณไฟจราจรและเสียหลักชนรถของประชาชนจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ก่อนนำรถไปจอดซ่อนภายในสถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่ถนนพุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ แต่เจ้าหน้าที่ติดตามจนพบและสามารถควบคุมตัวไว้ได้ในที่สุด

จากการตรวจค้นรถยนต์ที่ใช้หลบหนี เจ้าหน้าที่พบยาไอซ์และอุปกรณ์การเสพซุกซ่อนอยู่ภายใน จึงตรวจสอบเพิ่มเติมและขยายผลไปยังบ้านพักแห่งหนึ่งภายในซอยประชาอุทิศ 33 แยก 10 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร ก่อนพบ น.ส.ซี อายุ 28 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ พร้อมตรวจยึดเคตามีนและสลิปการถอนและฝากเงินจำนวนมาก

สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย เจ้าหน้าที่เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นว่า นายเอ อายุ 24 ปี ชาวกรุงเทพฯ เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกำแพงเพชร ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม อันน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และกระทำความผิดฐานฟอกเงิน นอกจากนี้ยังพบประวัติเคยถูกดำเนินคดีมาแล้ว 14 คดีในหลายพื้นที่ นายเอ ยังถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในคดีนี้ ได้แก่ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาไอซ์ ไว้ในครอบครองและเสพ ส่วน น.ส.บี อายุ 29 ปี ชาวอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ถูกแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาไอซ์ ไว้ในครอบครองและเสพ

ขณะที่ น.ส.ซี อายุ 28 ปี ชาวกรุงเทพฯ เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกำแพงเพชร ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม อันน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และกระทำความผิดฐานฟอกเงิน นอกจากนี้ยังถูกแจ้งข้อหาเกี่ยวกับการครอบครองคีตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงการซ่อนเร้น ช่วยเหลือ จำหน่าย หรือรับไว้ซึ่งสิ่งของต้องห้ามนำเข้าราชอาณาจักร ส่วนข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม

การตรวจค้นและจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดยาไอซ์ 3 ถุง เคตามีน 1 ถุง เงินสด 50,000 บาท โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และสลิปการถอนและฝากเงินสดจำนวนมาก โดยโทรศัพท์มือถือที่ตรวจยึดได้พบข้อมูลการสนทนาระหว่างผู้ต้องหากับบุคคลที่มีลักษณะเป็นหัวหน้าเครือข่าย ซึ่งมีการสั่งให้ตระเวนทำธุรกรรมทางการเงินตามจุดต่าง ๆ

พล.ต.ต.ธีรเดช เปิดเผยว่า การสืบสวนใช้เวลาหลายวันจนพบว่าบัญชีธนาคารที่เครือข่ายม้าสายถอนใช้ทำธุรกรรมนั้น เชื่อมโยงกับการแจ้งความออนไลน์ของผู้เสียหายจำนวนมาก โดยผู้เสียหายส่วนใหญ่ถูกหลอกผ่านรูปแบบการขายสินค้าออนไลน์

หนึ่งในรูปแบบที่พบคือการใช้ TikTok เปิดช่องหรือหน้าร้านปลอม นำคลิปวิดีโอและภาพสินค้าจากแหล่งต่าง ๆ มาตัดต่อและโพสต์ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือว่ามีสินค้าจริง โดยหนึ่งในสินค้าที่นำมาใช้หลอกคือรถโกคาร์ท ซึ่งมีทั้งคลิปทดลองขับ ภาพรถหลายรุ่น และรายละเอียดสินค้าที่ดูเสมือนร้านค้าจริง

เมื่อผู้เสียหายสนใจและเห็นว่าราคาถูกกว่าท้องตลาด จึงติดต่อสั่งซื้อและโอนเงิน แต่หลังจากได้รับเงินแล้วกลับไม่มีการจัดส่งสินค้าให้ โดยเจ้าหน้าที่พบว่าวิธีการดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรถโกคาร์ท แต่มีการเปลี่ยนสินค้าไปตามความสนใจของประชาชน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า จุดสำคัญของขบวนการอยู่ที่ขั้นตอนหลังผู้เสียหายโอนเงิน เงินจะถูกส่งเข้าสู่บัญชีม้าที่เตรียมไว้ ก่อนที่เครือข่ายม้าสายถอนในประเทศไทยจะติดตามยอดเงินและทยอยถอนเงินสดจากหลายพื้นที่ จากนั้นนำเงินสดมารวบรวมและฝากผ่านตู้เอทีเอ็มหรือเครื่องรับฝากเงิน เพื่อเคลื่อนย้ายต่อไปยังบัญชีอื่น ๆ การตรวจสอบเส้นทางการเงินยังพบว่า เงินบางส่วนถูกนำไปซื้อทองคำ ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งในการเปลี่ยนรูปแบบทรัพย์สินและเคลื่อนย้ายเงินของขบวนการ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบว่ากลุ่มมิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนวิธีการถอนเงินจากรูปแบบเดิม โดยแทนที่จะให้บัญชีม้าสแกนใบหน้าเพื่อทำธุรกรรม ผู้สั่งการจะส่ง QR Code หรือรหัสถอนเงินผ่านแอปพลิเคชัน Telegram หรือ LINE ให้ผู้ปฏิบัติการนำไปใช้ที่ตู้เอทีเอ็ม ทำให้สามารถถอนเงินออกมาได้โดยไม่ต้องใช้บัตรหรือบัญชีของผู้ถอนโดยตรง

พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า การสืบสวนครั้งนี้เริ่มจากการติดตามเครือข่ายยาเสพติดออนไลน์ แต่เมื่อพบข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงความเสียหายของประชาชนจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงขยายผลต่อ เพราะมองว่าไม่ได้เป็นเพียงกรณีซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับของ แต่เป็นขบวนการที่มีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน ตั้งแต่ผู้หลอกลวง บัญชีม้ากลุ่มถอนเงิน ผู้รวบรวมเงิน ไปจนถึงผู้ที่นำเงินไปเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินรูปแบบอื่น

รอง ผบช.น. ระบุด้วยว่า แม้ผู้เสียหายบางรายจะสูญเงินเพียงหลักร้อย หลักพัน หรือหลักหมื่นบาท แต่เมื่อมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก เงินจำนวนเล็กน้อยเหล่านี้สามารถรวมกันเป็นเงินก้อนใหญ่ของขบวนการ และยังอาจถูกนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายอื่น รวมถึงยาเสพติด

ขณะเดียวกัน นายเอให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ในอดีตว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เคยเดินทางไปทำงานกับแก๊งสแกมเมอร์ในเมืองสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา โดยทำหน้าที่ในกลุ่มที่ใช้วิธีสร้างความสัมพันธ์กับเหยื่อเพื่อหลอกให้ลงทุนหรือซื้อขายหุ้น

นายเอให้การว่า กลุ่มดังกล่าวใช้วิธีสร้างบัญชี LINE ปลอม แล้วเลือกติดต่อข้าราชการชายที่มีฐานะ โดยอาศัยวิธีแกล้งทักผิดและชวนพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องบ้านหรือที่ดิน จากนั้นสร้างความสนิทสนมต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนนำไปสู่การชักชวนลงทุน โดยเจ้าตัวอ้างว่าได้รับเงินเดือนประมาณ 18,000 บาท และมีส่วนแบ่งจากยอดเงินที่หลอกได้ราว 10-15 เปอร์เซ็นต์

ผู้ต้องหารายนี้อ้างว่า ทำงานอยู่ในเครือข่ายดังกล่าวประมาณ 3 ปี ก่อนตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน โดยอ้างว่าหัวหน้าเครือข่ายชาวจีนเรียกเงินประกัน 900,000 บาท เพื่อให้กลับไปทำงานอีกครั้ง แต่เจ้าตัวยอมเสียเงินดังกล่าวและเดินทางกลับไทย โดยเหลือเงินติดตัวประมาณ 200,000 บาท

หลังกลับประเทศไทย ผู้ต้องหาอ้างว่าเปิดร้านขายหมูปิ้งแต่กิจการไม่ประสบความสำเร็จ จึงติดต่ออดีตเพื่อนร่วมงานในเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งขณะนั้นก้าวขึ้นเป็นระดับหัวหน้าฝั่งประเทศเมียนมา ก่อนเข้ามารับหน้าที่เป็นม้าสายถอนเงิน โดยได้รับคำสั่งให้ตระเวนกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม วันละประมาณ 100,000-500,000 บาท จนกระทั่งถูกตำรวจจับกุม

ผู้ต้องหายังให้ข้อมูลกับตำรวจว่า รูปแบบการหลอกลวงและการเคลื่อนย้ายเงินมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา โดยปัจจุบันไม่ได้มีเพียงชาวจีนที่อยู่ในระดับหัวหน้า แต่คนไทยบางส่วนสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้สั่งการระดับสูงในเครือข่ายได้เช่นกัน พร้อมอ้างว่าหลายเครือข่ายได้ย้ายฐานปฏิบัติการจากกัมพูชาไปยังประเทศลาวและเมียนมา

ด้าน พล.ต.ต.ธีรเดช ฝากเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการซื้อสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาถูกผิดปกติ เนื่องจากภาพหรือคลิปสินค้าที่ปรากฏบนหน้าจออาจเป็นของจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่นำมาเผยแพร่จะมีสินค้าอยู่จริงหรือสามารถจัดส่งให้ผู้ซื้อได้

สำหรับผู้ที่รับเปิดหรือให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคาร เจ้าหน้าที่เตือนว่าอาจกลายเป็นเส้นทางให้เงินของผู้เสียหายจำนวนมากไหลผ่าน และนำไปสู่การถูกดำเนินคดี แม้ผู้เปิดบัญชีจะได้รับค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยก็ตาม

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม ส่วนผู้ต้องหาที่ 3 นำส่งพนักงานสอบสวน สน.ราษฎร์บูรณะ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คดีนี้ตำรวจยังคงขยายผลติดตามผู้สั่งการและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย โดยมุ่งตรวจสอบทั้งเส้นทางเงิน เครือข่ายบัญชีม้า และผู้ที่อยู่เบื้องหลังการหลอกขายสินค้าออนไลน์ เพื่อสกัดวงจรตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทางของเงิน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ