เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดผลการดำเนินงานปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ในรอบสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 16-22 สิงหาคม 2569 พบมีประชาชนแจ้งความผ่านระบบ Thaipoliceonline จำนวน 79,311 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 2,775 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงวันที่ 9-15 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีการแจ้งความ 73,251 คดี และความเสียหายเพิ่มขึ้นกว่า 2,500 ล้านบาท
ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์ของ ACSC พบว่า คดีที่มีจำนวนมากที่สุดยังเป็นการหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการ จำนวน 4,892 คดี คิดเป็น 80.6% ของคดีทั้งหมด ขณะที่ประเภทคดีที่สร้างความเสียหายทางการเงินสูงสุด ได้แก่ การหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน มูลค่าความเสียหายเกือบ 756 ล้านบาท หรือ 27.2% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด
สำหรับพื้นที่ที่มีการแจ้งความสูงสุดในรอบสัปดาห์ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 129 คดี มูลค่าความเสียหาย 16.5 ล้านบาท รองลงมาคือเชียงใหม่ 30 คดี ความเสียหาย 560,000 บาท และสมุทรปราการ 29 คดี ความเสียหาย 1.1 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาตามข้อมูลผู้เสียหายยังพบว่า ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย โดยกลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดต่อเนื่องหลายเดือน และเมื่อแยกตามประเภทคดี พบว่ากลุ่มอายุดังกล่าวติดอันดับผู้เสียหายสูงสุดใน 3 ประเภท ได้แก่ หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ หลอกลวงโดยแอบอ้างบุคคลอื่น และหลอกลวงเสนอผลประโยชน์อื่น
ขณะเดียวกัน ศูนย์ ACSC ยังรายงานผลการเฝ้าระวังและสกัดกั้นขบวนการที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ตามแนวชายแดน โดยตำรวจสามารถจับกุมคนไทยที่ลักลอบข้ามแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่จังหวัดสระแก้วได้ 1 ราย หลังพบข้อมูลว่าเดินทางไปทำงานเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์
อีกคดีสำคัญ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (กก.3 บก.ปคม.) รับตัวคนไทยที่ถูกส่งกลับจาก สปป.ลาว จำนวน 112 คน โดยทั้งหมดให้การสอดคล้องกันว่าเดินทางไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ที่ ST Vegas Entertainment International Club ในนครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนนำตัวเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.จัดหางานฯ
ส่วนที่จังหวัดหนองคาย ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคายเดินหน้าสกัดขบวนการลักลอบนำชาวจีนเข้าประเทศ โดยวันที่ 18 สิงหาคม 2569 สามารถจับกุมชายไทย 1 ราย และชายชาวจีน 4 ราย รวม 5 ราย บริเวณสี่แยกหนองสองห้อง ถนนมิตรภาพ ต.ค่ายบกหวาน อ.เมืองหนองคาย
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากชายไทยรายหนึ่งรับจ้างเป็นเงิน 24,000 บาท เพื่อขับรถพาชาวจีนที่ลักลอบเข้าประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติจาก สปป.ลาว เดินทางจากจังหวัดหนองคายไปส่งที่ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ขณะที่ชาวจีนให้ข้อมูลว่าได้รับการว่าจ้างจากชาวจีนด้วยกันให้นำกระเป๋าซึ่งภายในมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและโทรศัพท์มือถือเข้าประเทศไทย โดยได้รับค่าจ้าง 10,000 หยวน หรือประมาณ 50,000 บาท และมีเอเจนต์คอยประสานงานและกำหนดจุดรับส่ง
เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาซ่อนเร้นและช่วยเหลือคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุมแก่ผู้ต้องหาชาวไทย ส่วนชาวจีนถูกแจ้งข้อหาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันลักลอบนำสิ่งของเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร
ต่อมา วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ตำรวจหนองคายจับกุมชายไทยอีก 1 ราย พร้อมชายชาวจีน 4 ราย รวม 5 ราย ภายในห้องพักหมายเลข 3 เอสซี รีสอร์ต ต.เมืองหมี อ.เมืองหนองคาย หลังชายไทยรายดังกล่าวรับจ้าง 32,000 บาท เพื่อขับรถพาชาวจีนที่ลักลอบเข้าประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติจาก สปป.ลาว เดินทางจากจังหวัดหนองคายไปยัง อ.เมืองตาก จ.ตาก โดยได้รับพิกัดและหมายเลขห้องพักจากผู้ว่าจ้างผ่านแอปพลิเคชันไลน์
ผู้ต้องหาชาวไทยให้การว่าเคยรับจ้างขนส่งคนต่างด้าวในลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง ขณะที่ตำรวจแจ้งข้อหาในลักษณะเดียวกับคดีวันที่ 18 สิงหาคม 2569
นอกจากการจับกุมแล้ว ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์ ACSC ยังประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงินหลายแห่งเพื่อระงับการโอนเงินและช่วยเหลือผู้เสียหาย โดยสามารถประสานตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบและช่วยเหลือเหยื่อได้ทันท่วงที รวมถึงระงับเงินก่อนเข้าสู่บัญชีของมิจฉาชีพได้จำนวน 21 ราย คิดเป็นมูลค่ากว่า 300,000 บาท
หนึ่งในกรณีสำคัญเป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ ACSC ประสานตำรวจ สน.บางนา กรุงเทพมหานคร เข้าช่วยเหลือนักศึกษาชายมหาวิทยาลัยชื่อดัง อายุ 19 ปี หลังตกเป็นเหยื่อแก๊งมิจฉาชีพที่ติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ดำเนินการสมัครเรียนต่อต่างประเทศ ก่อนกล่าวหาว่าผู้เสียหายกระทำความผิด และใช้วิธีควบคุมทางโทรศัพท์ตลอดเวลา ห้ามติดต่อบุคคลอื่น
จากนั้นมิจฉาชีพหลอกให้ผู้เสียหายเดินทางไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งภายในซอยสุขุมวิท 68 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ก่อนโน้มน้าวให้โอนเงินจำนวน 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 2.7 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ของผู้เสียหาย กระทั่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสามารถเข้าช่วยเหลือได้สำเร็จ
ภายหลังการช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ได้อธิบายรูปแบบการหลอกลวงให้ผู้เสียหายเข้าใจ พร้อมแนะนำให้ดำเนินการอายัดบัญชีผ่านสายด่วน 1441 และประสานให้เข้าแจ้งความตามขั้นตอน