ศุภมาส ลุยเต็นท์รถมือสองกลางกรุง คุมฉลาก-ใบเสร็จ-สัญญา ชู 4 สิทธิเลิกสัญญา ดับฝันเต็นท์รถหัวหมอ กรอไมล์ ปิดข้อมูลรถ
ศุภมาส ลุยเต็นท์รถมือสองกลางกรุง คุมฉลาก-ใบเสร็จ-สัญญา ชู 4 สิทธิเลิกสัญญา ดับฝันเต็นท์รถหัวหมอ กรอไมล์ ปิดข้อมูลรถ
ข่าวสังคม - โซเชียล

ศุภมาส ลุยเต็นท์รถมือสองกลางกรุง คุมฉลาก-ใบเสร็จ-สัญญา ชู 4 สิทธิเลิกสัญญา ดับฝันเต็นท์รถหัวหมอ กรอไมล์ ปิดข้อมูลรถ

ฟังข่าวนี้

เวลา 11.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ใช้แล้วและรถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้ว ย่านถนนรัชดาภิเษก-ท่าพระ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายศรัณย์ รักษ์เผ่า รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมลงพื้นที่ พร้อมบูรณาการกับผู้แทนกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกรมการขนส่งทางบก ผู้แทนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้แทนสำนักงานเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ผู้แทนสภาองค์กรของผู้บริโภค ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน และผู้แทนสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการสานต่อนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยรถมือสองคือทางเลือกของคนที่อยากมีรถ หรือมีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ในการประกอบอาชีพ แต่ยังไม่พร้อมจ่ายราคารถป้ายแดง ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่งที่กลุ่มผู้บริโภคจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากการปิดบังข้อมูล หรือสัญญาไม่เป็นธรรม ดังนั้น นางสาวศุภมาสจึงกำหนดให้การกำกับดูแลธุรกิจนี้เป็นภารกิจเชิงรุกของ สคบ. และสั่งการให้ลงพื้นที่ตรวจถึงหน้าร้าน พร้อมประสานกรมการปกครองตรวจใบอนุญาตค้าของเก่า และกรมการขนส่งทางบกตรวจสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ควบคู่กันไป

การตรวจครั้งนี้ตรวจ 3 เรื่อง คือ ฉลากที่แสดงไว้ที่ตัวรถ หลักฐานการรับเงิน และสัญญาขายรถยนต์ใช้แล้ว ซึ่งเป็นจุดที่ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบมากที่สุด โดยเรื่องที่ร้องเข้ามาที่ สคบ. มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ จ่ายเงินจองหรือเงินมัดจำไปแล้วขอคืนไม่ได้ แก้ไขเลขไมล์หรือที่เรียกกันติดปากว่ากรอไมล์ และข้อมูลรถไม่ตรงกับเล่มทะเบียนจนโอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้

เรื่องแรก ฉลาก ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ให้รถยนต์ใช้แล้วและรถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ถือเป็นครั้งแรกที่กฎหมายไทยควบคุมฉลากรถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วด้วย กำหนดให้แสดงข้อความ 18 รายการ เป็นภาษาไทย ตัวอักษรสูงไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร ทั้งยี่ห้อ รุ่น ปีที่ผลิต เลขทะเบียน เลขตัวรถ เลขเครื่องยนต์ ระยะทางที่ใช้แล้ว ลำดับเจ้าของ ประวัติการประสบภัยทั้งชน ไฟไหม้ และน้ำท่วม ภาระผูกพัน เงื่อนไขการรับประกัน ชื่อที่อยู่ผู้ขาย และราคา รายการใดไม่มีต้องเขียนว่าไม่มี หากเป็นรถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วต้องเพิ่มอีก 4 ข้อความ คือ ประเภทรถยนต์ไฟฟ้า กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า ประเภทแบตเตอรี่ และเงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่

เรื่องที่สอง หลักฐานการรับเงิน ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2550 ร้านต้องออกให้ผู้บริโภคทันทีที่รับเงิน ไม่ว่ารับบางส่วนหรือรับเต็มจำนวน โดยต้องมีชื่อที่อยู่ของร้านและของผู้ซื้อ รายละเอียดรถ ระยะทางที่ใช้แล้ว ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำนวนเงินที่รับ วันส่งมอบรถ วันส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียน และข้อความรับรองว่าหากโอนทะเบียนไม่ได้ ส่งมอบรถไม่ได้ หรือบอกเลิกสัญญาโดยไม่ใช่ความผิดของผู้ซื้อ ร้านต้องคืนเงิน

เรื่องที่สาม สัญญาขายรถยนต์ใช้แล้ว ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2562 ต้องเป็นภาษาไทย ทำ 2 ฉบับที่ข้อความตรงกัน และส่งให้ผู้ซื้อทันทีที่เซ็นเสร็จ ต้องมีรายละเอียดรถ ราคาซื้อขาย เงินจอง เงินมัดจำ เงินดาวน์ วันและสถานที่ส่งมอบรถ การส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียน และประวัติการประสบภัยของรถถ้ามี ที่สำคัญที่สุด กฎหมายให้สิทธิผู้บริโภคบอกเลิกสัญญาได้ 4 กรณี คือ กรณีที่ 1 ร้านปรับราคารถสูงขึ้นจากที่ตกลงกันไว้ กรณีที่ 2 ไม่ส่งมอบรถภายในเวลาที่กำหนด กรณีที่ 3 ส่งมอบรถที่รายละเอียดไม่ตรงกับสัญญา รวมถึงระยะทางที่ใช้แล้วไม่ตรง และกรณีที่ 4 โอนทะเบียนเป็นชื่อผู้ซื้อไม่ได้ เมื่อบอกเลิกสัญญาแล้ว ร้านต้องคืนเงินและสิ่งที่รับไว้ทั้งหมดภายใน 15 วัน และห้ามเขียนสัญญาริบเงินผู้ซื้อ เว้นแต่ผู้ซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญาเอง

สำหรับบทลงโทษ กรณีไม่มีฉลากหรือแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ผิดตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีไม่จัดทำหรือไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินและสัญญา จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รถมือสองไม่ใช่ของถูก จ่ายกันทีเป็นหลักแสน บางคนเก็บเงินมาทั้งชีวิตเพื่อรถคันเดียว พอเจอของไม่ตรงปกขึ้นมา คนซื้อเจ็บหนัก ดิฉันจึงต้องมาดูด้วยตัวเองให้แน่ใจว่าทางเลือกนี้ปลอดภัยและเป็นธรรมจริง ติดฉลากให้ครบ ออกหลักฐานการรับเงินทุกครั้ง ทำสัญญาให้เป็นธรรม แค่ 3 อย่างนี้ ร้านก็ขายได้สบายใจ ลูกค้าก็ซื้อได้สบายใจ แต่ถ้าใครยังคิดจะกรอไมล์หรือปิดบังข้อมูลรถ ดิฉันบอกตรงนี้เลยว่า สคบ. เอาจริง และจะเดินไปตรวจถึงหน้าร้าน นางสาวศุภมาสกล่าว

นางสาวศุภมาส กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนได้สั่งการให้ สคบ. เดินหน้าตรวจร้านจำหน่ายรถยนต์ใช้แล้วและรถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการให้ความรู้ผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคไปพร้อมกัน ดิฉันเชื่อว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ตั้งใจทำมาหากินอย่างตรงไปตรงมา และดิฉันขอขอบคุณสภาองค์กรของผู้บริโภคที่นำเสียงของพี่น้องประชาชนมาสะท้อน ฝากถึงพี่น้องประชาชน ก่อนซื้อรถมือสอง ขอดูใบอนุญาตค้าของเก่าและใบทะเบียนพาณิชย์ของร้าน อ่านฉลากบนตัวรถแล้วเทียบกับเล่มทะเบียนให้ตรงกัน โดยเฉพาะเลขตัวรถ เลขเครื่องยนต์ และเลขไมล์ ขอลองขับทุกครั้ง อ่านสัญญาให้ครบทุกบรรทัดก่อนเซ็น และทุกครั้งที่จ่ายเงินต้องได้หลักฐานการรับเงินกลับมาทุกครั้ง คนซื้อจ่ายเงินก้อนใหญ่ เขาต้องได้ความจริงกลับไปทั้งคัน ไม่ใช่ได้แค่รถ หากไม่ได้รับความเป็นธรรม ร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด นางสาวศุภมาสกล่าวทิ้งท้าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ