ยังจะปฏิเสธ! รวบสาวใหญ่บัญชีม้า หลอกลงทุนออนไลน์ เหยื่อหลงเชื่อสนิทใจ สูญเงินกว่า 1.2 แสนบาท
ยังจะปฏิเสธ! รวบสาวใหญ่บัญชีม้า หลอกลงทุนออนไลน์ เหยื่อหลงเชื่อสนิทใจ สูญเงินกว่า 1.2 แสนบาท
ข่าวสังคม - โซเชียล

ยังจะปฏิเสธ! รวบสาวใหญ่บัญชีม้า หลอกลงทุนออนไลน์ เหยื่อหลงเชื่อสนิทใจ สูญเงินกว่า 1.2 แสนบาท

ฟังข่าวนี้

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นำกำลังเข้าจับกุม น.ส. เอ (นามสมมติ) อายุ 56 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ 365/2568 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนการฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นหรือบุคคลที่ไม่มีอยู่จริง สนับสนุนการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ และเปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากหรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์เพื่อกระทำความผิด

เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้บริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่ง หมู่ 2 ต.หนองมะค่าโมง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ก่อนควบคุมตัวไปจัดทำบันทึกการจับกุมที่ สภ.ด่านช้าง และนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 ผู้เสียหายรายหนึ่งในพื้นที่ อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี พบโปรไฟล์เฟซบุ๊กชื่อ Mr. James ซึ่งโพสต์เรื่องราวในชีวิตประจำวันจนดูน่าเชื่อถือ ก่อนเข้ามาพูดคุยในลักษณะเชิงชู้สาว อ้างตัวเป็นผู้ประกอบการเลี้ยงปลา และมีธุรกิจส่วนตัว จนผู้เสียหายเกิดความไว้วางใจ

ต่อมา Mr. James ชักชวนให้ย้ายไปพูดคุยผ่าน LINE ก่อนเสนอช่องทางหารายได้เสริม โดยอ้างว่ามีแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์ที่สามารถสร้างผลกำไรได้ พร้อมให้ผู้เสียหายสมัครเปิดร้านและโอนเงินเป็นต้นทุนสินค้า โดยอ้างว่าสามารถถอนเงินต้นพร้อมกำไรได้ภายใน 2-3 วัน

ช่วงแรกผู้เสียหายทดลองโอนเงินจำนวนไม่มาก 2 ครั้ง และได้รับเงินต้นพร้อมกำไรกลับคืนเข้าบัญชีจริง ทำให้หลงเชื่อว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวมีอยู่จริง จากนั้นระหว่างวันที่ 3-12 กรกฎาคม 2568 ผู้เสียหายถูกหลอกให้โอนเงินเพิ่มอีก 16 ครั้ง ตาม QR Code และเลขบัญชีที่ระบบกำหนด โดยอ้างเหตุผลทั้งการชำระต้นทุนสินค้า ยอดค้างชำระ การเคลียร์ยอดในตะกร้า และยอดสุดท้ายเพื่อปิดร้านและถอนเงิน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 122,006.68 บาท แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถถอนเงินคืนได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าถูกหลอกและเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เจ้าหน้าที่พบว่าบางส่วนของเงินถูกโอนเข้าสู่บัญชีธนาคารที่มีชื่อของ น.ส. เอ เป็นเจ้าของ จึงเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงดังกล่าว และพบข้อมูลว่าบัญชีถูกนำไปใช้เป็นทางผ่านของเงินในคดีลักษณะเดียวกัน

ภายหลังถูกจับกุม น.ส. เอ ให้การว่า ช่วงกลางปี 2568 ขณะพักอยู่ที่บ้านใน จ.สุพรรณบุรี มีกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดชักชวนให้เดินทางไป หาเงิน ที่ประเทศลาวประมาณ 10 วัน โดยเสนอค่าตอบแทน พร้อมจัดการเปิดบัญชีธนาคารและบัญชีออนไลน์ให้ทั้งหมด น.ส. เอ ระบุว่า ตนเพียงสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตน และไม่ทราบว่าบัญชีถูกนำไปใช้งานในลักษณะใด

จากนั้นมีการพาเดินทางไป จ.นครพนม และข้ามแดนไปยังฝั่งลาว เมื่อถึงปลายทางมีบุคคลมารับไปพักรวมกับคนอื่นกว่า 10 คน โดยมีหญิงชื่อ ฟ้า เป็นผู้ถือโทรศัพท์มาใช้สแกนใบหน้าของ น.ส. เอ เพื่อเข้าถึงบัญชีที่เปิดไว้ เจ้าตัวอ้างว่าอยู่ที่นั่นประมาณ 11 วัน และได้รับค่าตอบแทน 11,000 บาท ก่อนถูกส่งกลับประเทศไทย น.ส. เอ อ้างว่า ภายหลังจึงทราบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่นำบัญชีธนาคารไปใช้หลอกลวงประชาชน และยืนยันว่าไม่ทราบถึงวัตถุประสงค์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนเบื้องต้นหลังจับกุม น.ส. เอ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ