วันที่ 5 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปพ. ร่วมกันจับกุม นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 71 ปี ชาวจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ จ.85/2569 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ได้บริเวณสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. หลังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลงทุน ซึ่งมีผู้เสียหายสูญเงินกว่า 3.8 ล้านบาท
การจับกุมครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ซึ่งสั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ., พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ., พ.ต.ท.เสรี บุญยะรัตน์ และ พ.ต.ท.วศิน พันปี รอง ผกก.4 บก.ปพ. โดยมี พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. พร้อมกำลังเข้าดำเนินการจับกุม

นายเอ (นามสมมุติ) ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนหรือสนับสนุนการฉ้อโกงประชาชน เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนเอง ทั้งที่รู้หรือควรรู้ว่าจะถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดหรือกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง รวมถึงร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน ปลอม หรือเป็นเท็จ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผู้เสียหายพบโฆษณาขายอาหารเสริม เซนทรัล 50+ วิตามินบีรวม ราคา 509 บาท ผ่านทางเฟซบุ๊ก และได้สั่งซื้อสินค้า ต่อมาบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวได้ชักชวนให้ผู้เสียหายเข้าร่วมกิจกรรม โดยอ้างว่าจะได้รับเงินรางวัล พร้อมขอเลขบัญชีธนาคารสำหรับรับเงิน ผู้เสียหายจึงให้เลขบัญชีธนาคารของสามีไป
หลังจากนั้น มีเงินจำนวน 200 บาทโอนเข้ามายังบัญชีของผู้เสียหาย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนอีกฝ่ายจะแจ้งว่า หากต้องการเข้าร่วมกิจกรรมจะต้องชำระเงินจำนวน 200 บาท ผู้เสียหายจึงโอนเงินกลับไปตามที่ได้รับแจ้ง
ต่อมาคนร้ายส่งลิงก์ให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชัน LINE ใช้ชื่อ Phakphum Phongphan พร้อมอ้างว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นการลงทุนแลกเปลี่ยนสกุลเงิน และให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าร่วมลงทุน เมื่อมีการโอนเงิน คนร้ายจะส่งภาพหน้าจอมาแสดงว่าเงินเข้าสู่ระบบและมีผลกำไรเกิดขึ้น พร้อมอ้างว่าผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องเข้าไปดำเนินการในระบบด้วยตัวเอง
ด้วยความที่ก่อนหน้านี้ผู้เสียหายเชื่อว่าได้ลงทุนและได้รับผลตอบแทนกลับมาจริง จึงทยอยโอนเงินเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง กระทั่งยอดเงินในระบบแสดงผลตอบแทนเป็นจำนวนมาก ผู้เสียหายจึงต้องการถอนเงินออกมา
จากนั้น คนร้ายได้ออกอุบายหลายรูปแบบเพื่อให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่ม อีกทั้งยังหลอกให้เพิ่มเพื่อนใน LINE ต่อไปอีกหลายบัญชี และทุกครั้งที่มีการเพิ่มเพื่อนก็จะมีการหลอกให้โอนเงิน รวมทั้งหมด 13 ครั้ง คิดเป็นเงินกว่า 3,866,003.31 บาท
กระทั่งเงินของผู้เสียหายหมดและไม่สามารถโอนเพิ่มได้อีก คนร้ายจึงตัดการติดต่อทุกช่องทาง ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกหลอก ก่อนเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้สืบสวนติดตาม กระทั่งได้รับข้อมูลจากสายลับว่า นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 71 ปี หลบหนีมาอยู่ในกรุงเทพฯ และกำลังเตรียมเดินทางไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เจ้าหน้าที่จึงสืบสวนหาข่าว ก่อนพบบุคคลที่มีตำหนิรูปพรรณคล้ายกับผู้ต้องหาตามหมายจับบริเวณสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ จึงเข้าแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยนายเอ (นามสมมุติ) ยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง

จากการสอบถามเบื้องต้น นายเอ (นามสมมุติ) ให้การว่า ช่วงต้นปี 2569 ตนเล่นเฟซบุ๊กและเข้าไปในแอปพลิเคชันเงินกู้ ก่อนติดต่อและเพิ่มเพื่อนใน LINE เพื่อพูดคุยเรื่องการกู้เงิน จากนั้นถูกชักชวนให้เปิดบัญชีธนาคาร โดยเสนอค่าจ้างบัญชีละ 15,000-20,000 บาท แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเดินทางไปเปิดบัญชีที่ฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา
นายเอ (นามสมมุติ) จึงตกลงและนั่งรถโดยสารไปยังพื้นที่ชายแดน ก่อนพบคนอีกประมาณ 20 คน โดยมีคนไทยพาตนและบุคคลอื่นข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติ ด้วยการเดินผ่านไร่อ้อย เมื่อเดินทางถึงฝั่งประเทศกัมพูชา ถูกยึดโทรศัพท์มือถือและบัตรประจำตัวประชาชน จากนั้นถูกนำตัวเข้าไปภายในอาคารเพื่อดำเนินการเปิดบัญชี
ต่อมา นายเอ (นามสมมุติ) ระบุว่า ถูกนำตัวไปยังอีกอาคารหนึ่งซึ่งมีแต่คนจีน เพื่อทำการสแกนใบหน้า โดยตนเปิดบัญชีทั้งหมด 2 บัญชี และคาดว่าจะได้รับค่าจ้างประมาณ 30,000 บาท แต่หลังจากอยู่ที่นั่นประมาณ 1 สัปดาห์ กลับถูกส่งตัวกลับประเทศไทย พร้อมได้รับเงินมาเพียง 500 บาท จึงเชื่อว่าตนเองถูกหลอก ก่อนจะถูกทหารไทยจับกุมในเวลาต่อมา