เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองกำกับการ 4 กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (กก.4 บก.ปพ.) จับกุม น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ จ.708/2569 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน, เป็นผู้สนับสนุนการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง และเปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยรู้หรือควรรู้ว่าจะถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่น

การจับกุมครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. และ พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. โดยมี พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. นำกำลังชุดจับกุมเข้าดำเนินการ
เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุม น.ส.เอ ได้บริเวณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร หลังได้รับข้อมูลว่าผู้ต้องหารายนี้กำลังเดินทางจากพื้นที่ภาคเหนือเข้ามายังกรุงเทพฯ
สำหรับคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากช่วงปลายปี 2568 ผู้เสียหายรายหนึ่งตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งใช้วิธีสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการชักชวนให้เปิดวงเงินเครดิต สมัครสมาชิก และซื้อขายสินค้า โดยอ้างว่าจะได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าว

ระยะแรกผู้เสียหายได้รับเงินจากการลงทุนจริง ทำให้เชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวมีอยู่จริงและน่าเชื่อถือ ก่อนที่กลุ่มมิจฉาชีพจะเริ่มให้ผู้เสียหายโอนเงินไปยังบัญชีที่กำหนด โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนสำหรับการลงทุนและทำรายการต่าง ๆ
เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงินกลับพบว่าไม่สามารถถอนเงินได้ จากนั้นกลุ่มมิจฉาชีพยังพยายามหลอกให้โอนเงินเพิ่มเติม โดยอ้างสารพัดเหตุผลว่าเป็นค่าใช้จ่ายหรือขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการถอนเงินออกจากระบบ
ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินตามคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ต่อมาจะไม่สามารถติดต่อกลุ่มมิจฉาชีพได้ จึงเชื่อว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวง
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้เสียหายได้รับความเสียหายรวม 365,175.75 บาท ก่อนนำเรื่องเข้าร้องทุกข์ผ่านระบบแจ้งความออนไลน์ เพื่อให้ตำรวจติดตามตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากแนวทางการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบว่ากลุ่มมิจฉาชีพใช้เรื่องการเปิดวงเงินเครดิตและการสมัครสมาชิกเพื่อซื้อขายสินค้าเป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นจึงชักจูงผู้เสียหายให้ทำตามขั้นตอนและโอนเงินไปยังบัญชีที่กำหนด เมื่อผู้เสียหายโอนเงินแล้วกลับไม่ได้รับผลประโยชน์ตามที่กล่าวอ้าง และเกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก
ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สืบสวนติดตามตัว น.ส.เอ ตามหมายจับ จนได้รับข้อมูลจากสายลับว่า น.ส.เอ ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีในพื้นที่ภาคเหนือ กำลังเดินทางเข้ามายังกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่จึงรายงานข้อมูลให้ผู้บังคับบัญชาทราบและวางแผนติดตามจับกุม
กระทั่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปสืบสวนบริเวณสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และพบหญิงรายหนึ่งมีตำหนิรูปพรรณตรงกับบุคคลตามหมายจับ จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมแสดงบัตรข้าราชการตำรวจเพื่อขอตรวจสอบ
จากการตรวจสอบเอกสารประจำตัว พบว่าบุคคลดังกล่าวคือ น.ส.เอ และมีชื่อรวมถึงตำหนิรูปพรรณตรงกับบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อสอบถาม น.ส.เอ ให้การยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และยืนยันว่าไม่เคยถูกจับกุมในคดีนี้มาก่อน
เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ น.ส.เอ ทราบโดยละเอียด ก่อนควบคุมตัวไปยัง บก.ปพ. เพื่อจัดทำบันทึกการจับกุม จากนั้นนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี ดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป