จากกรณีดราม่าในโลกโซเชียลเกี่ยวกับ “น้องเบญ” ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 เม.ย. 69 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “เมศ เจ้าชายน้อย” ได้ออกมาโพสต์สรุปยอดเงินบริจาคและประกาศปิดบัญชีรับบริจาคอย่างเป็นทางการ หลังจากก่อนหน้านี้ได้ปิดรับยอดไว้ที่ประมาณ 1.1 ล้านบาท แต่ยังคงมีผู้มีจิตศรัทธาทยอยโอนเงินเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยอดรวม ณ วันที่ 15 เม.ย. 69 เพิ่มขึ้นเป็น 3,110,932 บาท

โดยครอบครัวของน้องเบญ ซึ่งประกอบด้วยตัวน้อง คุณพ่อ และคุณแม่ มีความประสงค์จะเก็บเงินจำนวน 1,300,000 บาท ไว้เป็นทุนการศึกษาและดูแลครอบครัวในอนาคต ส่วนเงินที่เหลือจำนวน 1,810,932 บาท ตั้งใจนำไปบริจาคช่วยเหลือสังคม โดยแบ่งมอบให้หลายหน่วยงาน อาทิ มอบให้มูลนิธิร่วมกตัญญู โดยมี เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อน รวมถึงมอบเงินบางส่วนให้นายปรเมศร์ มีสมภพ เพื่อนำไปจัดซื้อสิ่งของจำเป็น เช่น แพมเพิส ข้าวสาร รถเข็นผู้พิการ และช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ อีกทั้งยังมอบให้โรงเรียนเพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียน โดยกำหนดส่งมอบในวันที่ 17 เม.ย. 69 พร้อมให้หน่วยงานภาครัฐร่วมตรวจสอบความโปร่งใส
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 69 เวลา 09.00 น. ที่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า นนทบุรี ต.คลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ติดตาม โดยมี ดร.อมรรัตน์ โสธารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา นนทบุรี, นายภาณุพงศ์ ปลอดกระโทก ปลัดอำเภอปากเกร็ด, นางสาวสุภาวดี น้ำหอมจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียน, นางวาริน วีระสุนทร หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี, นายปรเมศร์ มีสมภพ หรือ “เมศ เจ้าชายน้อย” รวมถึงคณะครูและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชัยพฤกษ์ เข้าร่วมประชุมติดตามกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นการบริหารจัดการเงินบริจาคให้เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย พร้อมทั้งมีการชี้แจงเรื่องทุนการศึกษาที่โรงเรียนมอบให้จำนวน 25,000 บาท

ดร.อมรรัตน์ โสธารัตน์ เปิดเผยอย่างละเอียดว่า ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา นนทบุรี พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันประชุมเพื่อช่วยเหลือน้องเบญ หลังจากเกิดกระแสในโซเชียล โดยยืนยันว่าโดยรวมแล้วน้องเบญเป็นนักเรียนที่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ดี และได้รับทุนการศึกษาจากโรงเรียนมาโดยตลอด แต่จากข่าวที่เผยแพร่ออกไปมีบางประเด็นข้อมูลคลาดเคลื่อน จึงมีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการดูแลนักเรียนอย่างรอบด้าน การประชุมในครั้งนี้จึงเป็นการบูรณาการทุกภาค
ส่วน และได้ข้อสรุปสำคัญ 3 ประเด็น คือ 1.ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันในประเด็นที่คลาดเคลื่อน และจะมีการแถลงโดยนายปรเมศร์ หรือ “เมศ เจ้าชายน้อย” ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือตั้งแต่ต้น 2.ให้หน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนนทบุรี (พม.จ.) เข้ามาดูแลคุณภาพชีวิตของครอบครัว เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน 3.การดูแลด้านการศึกษา โดยโรงเรียนจะติดตามช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดกิจกรรมร่วมกับนักจิตวิทยาของเขตพื้นที่ เพื่อดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้สมบูรณ์แข็งแรง พร้อมกันนี้ยังย้ำว่า ในส่วนของเงินบริจาคที่มีจำนวนมาก ทาง พม.จ.นนทบุรี จะเข้ามาดูแลการจัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคทุกประการ

ด้านนางสาวสุภาวดี น้ำหอมจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า ทางโรงเรียนรู้สึกสบายใจที่นายปรเมศร์ได้ออกมาโพสต์ชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งช่วยกู้ชื่อเสียงของโรงเรียน และทำให้ประชาชนเข้าใจถูกต้องมากขึ้น อีกทั้งคณะกรรมการสถานศึกษาก็พึงพอใจที่ฝ่ายบริหารได้ออกมาปกป้องศักดิ์ศรีของโรงเรียนอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าโรงเรียนยินดีดูแลน้องเบญให้ประสบความสำเร็จตามความฝัน และสนับสนุนให้เป็นพยาบาลวิชาชีพในอนาคต พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า นนทบุรี เป็นโรงเรียนของเด็กในท้องถิ่นที่ขาดแคลน มีค่าเทอมเพียง 2,000 บาท และการปรับขึ้นค่าเทอมทำได้ยาก นอกจากนี้น้องเบญยังได้รับทุนสนับสนุนด้านอื่น ๆ อีกจำนวนมาก และสามารถมีทุนการศึกษาได้ต่อเนื่องจนถึงระดับชั้น ม.6

ขณะที่นางวาริน วีระสุนทร หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี กล่าวอย่างละเอียดว่า การช่วยเหลือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้น้องเบญมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถเดินตามความฝันในการเป็นพยาบาลเพื่อดูแลครอบครัวและช่วยเหลือสังคม โดยแบ่งแนวทางออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นที่ 1 ด้านครอบครัว จะดูแลให้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการอย่างครบถ้วน รวมถึงส่งเสริมอาชีพที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการสนับสนุนให้มารดามีอาชีพเสริม เพื่อให้ครอบครัวสามารถพึ่งพาตนเองได้ ประเด็นที่ 2 ด้านการเยียวยา เนื่องจากปัจจุบันมีหลายเพจนำเสนอเรื่องราวอย่างรุนแรง ส่งผลให้สภาพจิตใจของน้องเบญค่อนข้างย่ำแย่ ทางหน่วยงานจะจัดนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ลงพื้นที่ เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ และเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ประเด็นที่ 3 ด้านการบริหารเงินบริจาค ซึ่งมียอดรวมประมาณ 3.1 ล้านบาท โดยได้หารือร่วมกันและกำหนดให้กันเงิน 1.3 ล้านบาทไว้สำหรับน้องเบญ แบ่งเป็น 300,000 บาท สำหรับเป็นทุนประกอบอาชีพของครอบครัว และ 1,000,000 บาท เป็นทุนการศึกษา โดยจะเปิดบัญชีใหม่และไม่สามารถเบิกจ่ายได้จนกว่าน้องจะจบ ม.6 และศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา
ในส่วนของเจตนารมณ์เดิมของครอบครัวที่ต้องการบริจาคให้มูลนิธิต่าง ๆ ได้แก่ มูลนิธิร่วมกตัญญู 1 ล้านบาท และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง 200,000 บาท ขณะนี้ได้มีการสั่งจ่ายเช็คเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม หน่วยงาน โรงเรียน และนายปรเมศร์ ต่างไม่ประสงค์รับเงิน ส่งผลให้มีเงินคงเหลือ 610,932 บาท เมื่อนำมารวมกับ 1.3 ล้านบาท จะเป็น 1,910,932 บาท ซึ่งจะถูกบริหารจัดการโดยเปิด 3 บัญชี คือ 1.บัญชีมารดา 300,000 บาท เพื่อใช้เป็นทุนประกอบอาชีพ 2.บัญชีทุนการศึกษาของน้อง 1,000,000 บาท ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ 3.บัญชีของน้อง 600,000 บาท ภายใต้การดูแลของโรงเรียน
หลังจากนี้ หน่วยงานจะลงพื้นที่พูดคุยกับน้องเบญโดยตรง เพื่อประเมินค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น อุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และคำนวณค่าใช้จ่ายรายเดือน รวมถึงสรุปค่าใช้จ่ายตลอด 3 ปี จนจบ ม.6 เพื่อวางแผนการใช้เงินอย่างรอบคอบ
นางวารินยังเน้นย้ำว่า กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญในการทำงานที่ต้องมีข้อมูลรอบด้าน ไม่ควรตีตราใคร และยืนยันว่าทุกฝ่ายมีเจตนาดี ต้องการให้น้องมีอนาคตที่ดี พร้อมขอให้สังคมยุติประเด็นดราม่า เนื่องจากขณะนี้มีระบบดูแลที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถดูแลน้องได้จนจบการศึกษา
ในส่วนของ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ ได้มีการพูดคุยร่วมกัน โดยมีจุดยืนตรงกันว่าต้องการให้น้องและครอบครัวมีชีวิตที่มั่นคง หากมีผู้บริจาคต้องการขอเงินคืนสามารถแจ้งได้ แต่คาดว่าจะไม่มีผู้ใดประสงค์รับเงินคืน และหากผ่านไป 1 เดือน ครอบครัวยังต้องการบริจาค เงินส่วนนี้จึงจะดำเนินการตามเจตนาเดิม
ด้านนายปรเมศร์ มีสมภพ หรือ “เมศ เจ้าชายน้อย” กล่าวอย่างละเอียดว่า กรณีข้อมูลค่าเทอมที่ตนโพสต์ก่อนหน้านี้เป็นข้อมูลคลาดเคลื่อน โดยข้อเท็จจริงน้องไม่ได้ค้างค่าเทอม และยังได้รับการช่วยเหลือจากโรงเรียนอยู่ ซึ่งทางโรงเรียนได้ชี้แจงให้เข้าใจแล้ว เพียงแต่ยังมีค่าใช้จ่ายด้านการเรียนและการดูแลบิดาที่จำเป็น ตนจึงนำเรื่องราวไปโพสต์ด้วยเจตนาดีเพื่อช่วยเหลือ พร้อมขอโทษต่อ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า นนทบุรี ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาทำให้โรงเรียนเสียหาย
นายปรเมศร์ยังเปิดเผยว่า เดิมไม่เคยรู้จักครอบครัวนี้มาก่อน แต่ได้รับข้อความจากมารดาของน้องที่ขอความช่วยเหลือเรื่องแพมเพิสและข้าวสาร พร้อมภาพประกอบที่มีภาพน้องกำลังดูแลพ่อ จึงตรวจสอบข้อมูลก่อนให้ความช่วยเหลือเช่นเดียวกับเคสอื่น ๆ ที่เคยทำ และโพสต์ลงสื่อออนไลน์พร้อมแนบเลขบัญชีเพื่อเป็นสื่อกลางให้ผู้มีจิตศรัทธาช่วยเหลือ หลังจากนั้นมีหลายหน่วยงานและหลายรายการเข้ามาช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของเงินบริจาคที่ครอบครัวต้องการนำไปช่วยเหลือสังคม นายปรเมศร์ระบุว่า ทางพ่อและแม่ของน้องได้ติดต่อมาให้ช่วยประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ตามความตั้งใจ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีชื่อของตนเองด้วย เนื่องจากครอบครัวเห็นว่าตนช่วยเหลือหลายเคส แต่ตนได้ปฏิเสธมาโดยตลอด พร้อมยืนยันว่า ตั้งแต่แรกได้แจ้งกับครอบครัวแล้วว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเงิน และไม่เคยหวังผลประโยชน์จากการช่วยเหลือในทุกกรณี
ผู้สื่อข่าวสยามนิวส์ จังหวัดนนทบุรี รายงาน