เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีประกันสังคมที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในขณะนี้ โดยระบุว่า ประเด็นดังกล่าวมีมุมมองที่แตกต่างกัน นักวิชาการเองก็มีทั้งสองฝ่าย จึงควรให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม ที่ออกมาปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของตนเอง
นายสุชาติ ระบุว่า กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนอิสระที่จัดตั้งขึ้นจากระบบไตรภาคี ประกอบด้วย ฝั่งนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนมาจากการเลือกตั้งและตำแหน่งตามกฎหมาย เช่น ปลัดกระทรวง และรัฐมนตรีผู้กำกับนโยบาย ซึ่งไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงหรือ ล้วงลูก การบริหารจัดการได้ พร้อมย้ำว่า หากนักการเมืองสามารถเข้าไปแทรกแซงกองทุนได้จริง กองทุนประกันสังคมคงไม่สามารถดำรงอยู่ได้ยาวนานถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ นายสุชาติ กล่าวถึงกระแสการเคลื่อนไหวของกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า ว่าการพิจารณาเรื่องต่างๆ ของกองทุนล้วนเกิดจากกลไกไตรภาคี ไม่ใช่การตัดสินใจฝ่ายเดียว และขออย่านำประเด็นดังกล่าวไปบิดเบือนเพื่อหวังผลทางการเมือง
นายสุชาติ ยังชี้แจงถึงผลการบริหารกองทุนในช่วง 36 ปีที่ผ่านมา ว่า เงินสมทบจากทั้งสามฝ่ายมีมูลค่าประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็นราว 2.9 ล้านล้านบาท จากดอกผลและการลงทุน โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีทุกปี ขณะที่สำนักงานประกันสังคมต้องชี้แจงรายละเอียดต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นประจำ พร้อมระบุว่า ผู้ที่ออกมาวิจารณ์หลายรายอาจไม่เข้าใจระบบการบริหารจัดการที่แท้จริง
วันนี้ไม่มีใครกล้าเข้ามาเป็นบอร์ดลงทุน เพราะเกรงว่าจะถูกใส่ร้ายป้ายสีจากนักการเมือง หากไม่มีบอร์ดลงทุน กองทุนประกันสังคมก็จะต้องนำเงินไปฝากประจำ ซึ่งได้ผลตอบแทนเพียงร้อยละ 0.5 ต่อปี ไม่เพียงพอต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน นายสุชาติ กล่าว
นายสุชาติ เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบของ สตง. ในปีล่าสุดพบว่ากองทุนมีผลตอบแทนจากการลงทุนราว 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากนำเงินไปฝากธนาคารเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายด้านสิทธิประโยชน์ เช่น ค่าคลอดบุตร เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด หรือสวัสดิการด้านสุขภาพอื่น ๆ ได้ พร้อมย้ำว่า หากการลงทุนมีปัญหา บอร์ดลงทุนจะถูกตรวจสอบโดย สตง. หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างแน่นอน
นายสุชาติ ยังเปรียบเทียบกรณีความรับผิดชอบทางการเมือง โดยยกตัวอย่างหัวหน้าพรรคการเมืองรายหนึ่งที่ลูกพรรคถูกจับกุมในคดีฟอกเงิน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของผู้คัดเลือกผู้สมัคร แต่กลับอ้างว่าไม่สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด ขณะที่กรณีการลงทุนของกองทุนประกันสังคม ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 2.6 ล้านล้านบาท กลับพยายามโยนความรับผิดชอบให้รัฐมนตรี ทั้งที่รัฐมนตรีไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง พร้อมเตือนอย่าเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อหวังคะแนนเสียงจากผู้ประกันตน
นายสุชาติ ยังกล่าวให้กำลังใจข้าราชการและเจ้าหน้าที่ประกันสังคม โดยเฉพาะประเด็นการจัดซื้อชุดสูท ซึ่งหลายคนมีเงินเดือนเพียง 9,000-10,000 บาท แต่จำเป็นต้องแต่งกายด้วยเครื่องแบบเหมือนกัน พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่กว่า 5,000-6,000 คน ออกมาปกป้องศักดิ์ศรีของตนเอง ในฐานะผู้ดูแลผู้ประกันตนกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ
นอกจากนี้ นายสุชาติ ยังกล่าวถึงบทบาทของประกันสังคมในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่า เป็นหน่วยงานที่สนับสนุนการเช่าโรงแรมเพื่อดูแลผู้ประกันตน ตรวจหาเชื้อในโรงงาน ช่วยให้สถานประกอบการไม่ต้องปิดกิจการในปี 2564 ส่งผลให้การส่งออกทำสถิติสูงสุดในรอบ 30 ปี รวมถึงมีเงินเยียวยาช่วยให้ผู้ประกันตนไม่ตกงาน ซึ่งล้วนมาจากเงินสมทบของทั้งสามฝ่าย
สำหรับกรณีตึก Skyy9 ที่เคยเป็นประเด็น นายสุชาติ ระบุว่า ในสมัยที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ได้ดำเนินการฟ้องร้อง สส. 2 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งศาลได้ประทับรับฟ้องแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการไต่สวน โดยยืนยันว่าการฟ้องร้องเป็นการปกป้องสิทธิของตนเองจากการใส่ร้าย ไม่ใช่การฟ้องปิดปาก และหากคดีไม่มีมูล ศาลย่อมไม่รับฟ้อง
นายสุชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ประกันตนควรมองประเด็นนี้อย่างรอบด้าน หากไม่มีบอร์ดลงทุน เงินกองทุนจะถูกฝากไว้ในธนาคารเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่เพียงพอต่อภาระการดูแลสิทธิประโยชน์ต่างๆ พร้อมอธิบายว่า เงินสมทบเดือนละ 750 บาท จะถูกจัดสรรกว่า 400 บาทเข้าสู่กองทุนชราภาพ ส่วนที่เหลือกระจายไปยังอีก 6 กองทุนย่อย ซึ่งเป็นระบบ เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข อย่างแท้จริง ผมในฐานะนักการเมืองย่อมมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แต่ประเทศไทยมีองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. และ สตง. ไว้ตรวจสอบ หากใครทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการทั้งหมด ผมผ่านการตรวจสอบจากกว่า 16 หน่วยงานกว่าจะมาถึงจุดนี้ และทุกอย่างพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริง นายสุชาติ กล่าว