วันที่ 4 มีนาคม 2569 ภรรยาของผู้ป่วยได้ร้องขอความเป็นธรรมจากสายไหมต้องรอด สืบเนื่องจากกรณีที่สามีของเธอ ซึ่งมีอายุ 41 ปี และกำลังป่วยหนักด้วยภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ ได้พยายามขับรถเข้าไปยังสถานีบริการน้ำมันเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่กลับเกิดอุบัติเหตุพุ่งชนรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ภายในสถานีบริการน้ำมันจนได้รับความเสียหาย
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาถึง แทนที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน กลับยืนสังเกตการณ์เฉยๆ เนื่องจากเข้าใจผิดว่าผู้ป่วยอยู่ในอาการมึนเมา และได้วิทยุเรียกเจ้าหน้าที่สายตรวจมาจับกุมผู้ป่วย โดยใส่กุญแจมือและนำตัวขึ้นท้ายรถกระบะ เพื่อนำไปยังสถานีตำรวจ ผู้ป่วยถูกควบคุมตัวไว้เกือบ 2 ชั่วโมง ก่อนที่จะทราบภายหลังว่าผู้ป่วยมีอาการวิกฤตและไม่ได้อยู่ในภาวะมึนเมาตามที่เข้าใจ จึงได้นำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ทว่าไม่ทันการณ์ เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ผู้ป่วยได้หมดสติไปแล้ว และแพทย์ได้แจ้งว่าการนำส่งโรงพยาบาลล่าช้าเกินไป ทำให้เส้นเลือดในสมองแตก ขณะนี้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะหมดสติและกำลังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ได้แจ้งให้ญาติเตรียมใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ครอบครัวของผู้ป่วยรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากได้ตรวจสอบคลิปวิดีโอที่พลเมืองดีบันทึกไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุภายในปั๊มน้ำมัน ผู้ป่วยได้พยายามใช้ภาษามือสากล (SOS) เพื่อขอความช่วยเหลือ เนื่องจากไม่สามารถสื่อสารด้วยวาจาได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เข้าใจภาษามือดังกล่าว จึงไม่ได้ให้ความช่วยเหลือในทันที
ลำดับเหตุการณ์ วันที่ 1 มีนาคม 2569 เวลา 03:18 น. บริเวณหน้าปั๊ม PT สาขาบางปะหัน 1 รถกระบะบรรทุกของผู้ป่วยได้จอดอยู่บริเวณไหล่ทางเป็นระยะเวลาประมาณ 10 นาที (คาดว่าผู้ป่วยเริ่มมีอาการเส้นเลือดในสมองแตก) ผู้ป่วยประเมินว่าตนเองไม่มีอาการรุนแรง จึงได้ติดต่อเจ้าของรถกระบะบรรทุกเพื่อมารับสินค้า
ต่อมาเวลา 03:29 น. รถของผู้ป่วย (รถกระบะบรรทุกสีเขียว) ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ปั๊มน้ำมัน โดยขับเคลื่อนอย่างช้าๆ และจอดบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ ส่งผลให้เกิดการเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ 1 คัน
จากนั้นตัดไปที่คลิปของ เด็กปั๊ม จะเห็นว่าผู้ป่วยพยายามออกจากรถแต่ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ
จากนั้นผู้ป๋วยเปิดประตูรถลงมาแล้วนอนลงกับพื้นพยายามขอความช่วยเหลือ แต่คนแถวนั้นคิดว่าเมาจึงโทรเรียกตำรวจ
ต่อมา เวลาประมาณตี 3.51นาที เจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงสถานที่เกิดเหตุ พอผู้ป๋วยเห็นเจ้าหน้าที่ตรวจจึงส่งสัญญานมือ SOS แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แต่ถ่ายรูปแล้วเดินหนีไป
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการควบคุมตัวผู้ป่วย โดยการใส่กุญแจมือและนำขึ้นรถกระบะในเวลาประมาณ 04:27 น.
หลังจากตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ป่วยไม่ได้มีอาการเจ็บป่วย จึงได้นำส่งโรงพยาบาลในเวลาประมาณ 05:00 น.
นางชลินทร์รัตน์ อายุ 39 ปี ภรรยาของนายธีระมิตร อายุ 42 ปี ได้ให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่า สามีของเธอซึ่งประกอบอาชีพขับรถกระบะขนส่งผักจากตลาดไทไปยังจังหวัดต่างๆ ได้ออกไปทำงานตามปกติเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 03.00 น.
ต่อมาเวลาประมาณ 05.40 น. ขณะที่นางชลินทร์รัตน์กำลังเดินทางไปทำงาน ได้รับการติดต่อจากเพื่อนของสามีสอบถามว่าทราบเรื่องที่สามีประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์หรือไม่ เมื่อเธอพยายามติดต่อสามี เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รับสายและแจ้งว่าสามีของเธออยู่ที่โรงพยาบาล
เมื่อเดินทางไปถึงโรงพยาบาล แพทย์ได้แจ้งว่าอาการของสามีอยู่ในขั้นวิกฤต จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เนื่องจากมีเลือดออกในสมองค่อนข้างมาก ซึ่งขณะนี้ทำได้เพียงระบายเลือดออกจากสมอง และพบว่ามีเนื้อสมองบางส่วนเสียหายไปแล้ว แพทย์ระบุว่าอาการอยู่ในภาวะ 50/50 และหากรอดชีวิตก็อาจกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งทำให้เธอรู้สึกทำอะไรไม่ถูกในขณะนั้น.
ดิฉันจึงได้กลับไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งทำให้ทราบว่าเมื่อเวลาประมาณ 03:18 น. สามีของดิฉันเริ่มมีอาการที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ หลังจากนั้น เขาได้พยายามประคองรถยนต์เข้ามาภายในปั๊ม PT สาขาบางปะหัน 1 และขับไปจอดบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ แต่ได้เกิดการเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์คันหนึ่ง ผู้เห็นเหตุการณ์จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยสันนิษฐานว่าสามีของดิฉันอยู่ในอาการมึนเมา

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง ได้เพียงแต่ถ่ายรูปและปล่อยให้สามีของดิฉันนอนอยู่เช่นนั้นเป็นเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง แม้สามีของดิฉันจะส่งสัญญาณมือขอความช่วยเหลือ (SOS) แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มิได้ให้ความสนใจ และได้เรียกสายตรวจให้นำกุญแจมือมาจับกุมและนำตัวขึ้นรถกระบะไปยังสถานีตำรวจ เมื่อเดินทางถึงสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ร้อยเวรได้พิจารณาอาการและทราบว่าสามีของดิฉันไม่ได้อยู่ในอาการมึนเมา จึงได้เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลในเวลาประมาณ 05:00 น.
ตอนนี้อยากถามว่า สามีของตนเองกระวนกระวายและพยายามขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างแต่ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือคิดว่าสามีของตนเองเมา ทำให้ตนเองรู้สึกช้ำใจเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะกล่าวหาว่าสามีของตนเมาเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงไม่เข้าไปดูอาการของสามีของตนเองใกล้ๆ ทำไมถึงไม่ตรวจสอบอาการให้แน่ชัด
เชื่อว่าหากเจ้าหน้าที่ไม่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ และนำตัวสามีของตนเองส่งให้ถึงมือหมอเผื่อว่าสามีของตนคงรอดจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบ
สิ่งที่น่าเสียใจอย่างยิ่งคือการที่บุคคลที่อยู่ในสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่สามีของดิฉัน ซึ่งดูเหมือนกำลังประสบปัญหาในการหายใจ คล้ายกับผู้ที่กำลังจมน้ำแต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์นั้นเช่นกัน
ด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ไม่ได้จะกล่าวโทษตำรวจแต่เพียงอย่างเดียว เข้าใจว่าเป็นเหตุฉุกเฉิน แต่อย่างน้อยเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว กรณีผู้ป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองแตกขณะขับรถ จึงน่าจะมีบทเรียนไปแล้ว หากตำรวจมีวิจารณญานก็น่าจะพอแยกออกได้ว่า คนเมากับคนป่วยไม่เหมือนกัน ที่สำคัญไปกว่านั้นตามคลิปที่เห็น พอผู้ป่วยหันไปเห็น จนท.ตำรวจ ขณะนั้นผู้ป่วยยังพอมีสติ จึงยกมือทำสัญญาน SOS ซึ่งเป็นสัญญานการขอความช่วยเหลือสากล (กรณีที่ตนเองไม่สามารถพูดได้) เพื่อขอความช่วยเหลือ
แทนที่ จนท.ตำรวจ จะรีบเข้าไปช่วยเหลือนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล แต่กลับใส่กุญแจมือ จับตัวไปโรงพักแทน ตนจึงไม่แน่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น การที่ตำรวจจะจับผู้ต้องหาจะต้องเป็นกรณีกระทำความผิดซึ่งหน้ามิฉะนั้นต้องมีหมายจับ จนท.จะไปสันนิษฐานว่าเมาแล้วขับจับไปติดคุกเลยไม่ได้ มันผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรค 2 อีกทั้งการจับตัวไปโรงพัก ตาม พรบ.อุ้มหาย ต้องถ่ายคลิปวิดีโอไว้ด้วย เมื่อผู้ต้องหาหรือผู้ถูกจับเจ็บป่วยจะต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว ไม่ใช่ส่งโรงพัก หากการกระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามยุทธวิธีตำรวจ อาจผิดวินัย และเสี่ยงผิดมาตรา 157 ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ เหตุการณ์นี้ยังดีที่ พนักงานสอบสวน มีสติ มีความรู้ เห็นอาการผู้ป่วยก็มองออกว่าไม่ใช่อาการของคนเมา จึงรีบสั่งการให้พาตัวไปส่งโรงพยาบาลทันที
เบื้องต้น นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ได้ประสานไปยัง พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1 และ พล.ต.ต.สุรวุฒิ แสงรุ่งเรือง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป
ผู้สื่อข่าวนครบาล รายงาน