วันที่ 10 ก.ค. 2569 พ.ต.ท.ศิริชัย โพธิจักร สารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยความคืบหน้ากรณีพบผู้เสียชีวิตภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยระบุว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตภายในบ้าน จึงรุดเข้าตรวจสอบพร้อมแพทย์นิติเวช โรงพยาบาลอุดรธานี และเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรม

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านพัก 2 ชั้น เจ้าหน้าที่พบร่างนายเอ (นามสมมติ) อายุ 29 ปี เสียชีวิตอยู่ภายในห้องนอน ขณะที่ญาติและคนใกล้ชิดต่างเดินทางมายังบ้านเกิดเหตุด้วยความโศกเศร้า โดยเฉพาะภรรยาที่เมื่อทราบข่าวและเดินทางมาถึง ถึงกับทรุดร้องไห้ด้วยความเสียใจ เพราะไม่คาดคิดว่าการจากกันในช่วงเช้าของวันเดียวกันจะเป็นครั้งสุดท้าย
จากการสอบถาม น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 33 ปี ภรรยาของผู้เสียชีวิต เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ก่อนเกิดเหตุในคืนวันที่ 8 ก.ค. ทั้งสองได้พูดคุยกันถึงอนาคตและภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว หลังสามีลาออกจากงานมาได้เกือบ 1 เดือน โดยตนเพียงแนะนำให้ลองสมัครงานตามร้านอาหาร และขอให้ช่วยกันสู้ต่อ เพราะยังมีค่าใช้จ่ายภายในบ้าน รวมถึงลูกติดของตนอีก 2 คนที่ต้องดูแล

อย่างไรก็ตาม หลังการพูดคุย สามีมีท่าทีเงียบลง คล้ายรู้สึกน้อยใจ และมักคิดว่าตนเองไม่มีคุณค่า อีกทั้งยังเข้าใจว่าภรรยาไม่ได้รักเหมือนเดิม โดยตลอดช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตคู่ หากทั้งสองมีปากเสียง ผู้เสียชีวิตมักแสดงออกด้วยการทำร้ายตัวเอง และก่อนหน้านี้เคยใช้มือทุบกำแพงจนได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ ระยะหลังยังพูดเปรยอยู่บ่อยครั้งว่า จะอยู่ไม่ถึงอายุ 30 แน่นอน ซึ่งคนในครอบครัวต่างเข้าใจว่าเป็นเพียงคำพูดจากความเครียด จึงคอยปลอบใจและให้กำลังใจมาโดยตลอด
ภรรยาผู้เสียชีวิตกล่าวอีกว่า เช้าวันเกิดเหตุ ทุกอย่างยังเป็นไปตามปกติ สามีตื่นขึ้นมาหุงข้าว อาบน้ำ ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันไปทำงาน ระหว่างเดินทาง ผู้เสียชีวิตได้โทรศัพท์และวิดีโอคอลมาหา แต่เนื่องจากตนกำลังขับรถ จึงพูดคุยกันได้เพียงสั้น ๆ
ก่อนวางสาย สามีได้กล่าวเพียงว่า ขอให้เธอโชคดี ซึ่งในขณะนั้นตนเข้าใจว่าเป็นเพียงคำพูดตัดพ้อของคนกำลังงอน จึงไม่ได้เอะใจ กระทั่งเดินทางถึงที่ทำงานได้ไม่นาน ก็ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนบ้านแจ้งว่าสามีเสียชีวิตภายในบ้าน ทำให้ตนตกใจอย่างมาก และเพิ่งตระหนักว่าคำพูดดังกล่าวคือคำอำลาครั้งสุดท้าย
ด้านป้าของผู้เสียชีวิต เล่าว่า บ้านของตนอาศัยอยู่ติดกับบ้านเกิดเหตุ ช่วงเกิดเหตุกำลังจะนำข้าวไปให้น้องชายที่ป่วยติดเตียง ก่อนจะได้กลิ่นเหม็นไหม้คล้ายข้าวไหม้ จึงเดินเข้าไปตรวจสอบบริเวณหลังครัว พบว่าข้าวกำลังไหม้ จึงรีบปิดแก๊สและเคาะประตูเรียกหลานให้ออกมาดู แต่เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ จึงเปิดประตูเข้าไปตรวจสอบ ก่อนจะพบว่าหลานเสียชีวิตแล้ว ทำให้รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ผู้เสียชีวิตอาจมีความเครียดสะสมจากการตกงาน ประกอบกับความน้อยใจและปัญหาส่วนตัว จนนำไปสู่การตัดสินใจจบชีวิต ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ก่อนมอบร่างให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป
หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญความเครียดหรือความรู้สึกสิ้นหวัง การพูดคุยกับคนที่ไว้ใจหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตสามารถช่วยได้ และหากมีความเสี่ยงเร่งด่วน ควรรีบติดต่อหน่วยแพทย์ฉุกเฉินหรือโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที