ส่องโผ รมต. เพื่อไทย จ่อได้เก้าอี้ 5 กระทรวงใหญ่ บวกกับ 3 รัฐมนตรีช่วยฯ
ข่าวการเมือง

ส่องโผ รมต. เพื่อไทย จ่อได้เก้าอี้ 5 กระทรวงใหญ่ บวกกับ 3 รัฐมนตรีช่วยฯ

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 ได้มีการรายงานจากพรรคเพื่อไทย การเข้าร่วมรัฐบาลที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้สัดส่วนรัฐมนตรี 8 เก้าอี้ แบ่งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรรวง 5 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขณะนี้ทางพรรคฯ ได้วางตัวผู้ที่จะนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีไว้แล้วบางส่วนที่ชัดเจนแล้ว คือ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยทั้ง 3 คน คือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รวมถึงนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย

ขณะที่อีก 1 คน คาดว่าเป็นนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งเป็นแกนนำพรรคที่มีส่วนสำคัญในการเลือกตั้ง แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าจะให้ใครไปกำกับดูแลกระทรวงใด ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือว่าใครนั่งตำแหน่งไหนจะเหมาะสมที่สุด และสามารถขับเคลื่อนงานได้เป็นรูปธรรมที่สุด เพราะการตัดสินใจร่วมรัฐบาลครั้งนี้ต้องการเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายที่หาเสียงไว้ เพื่อสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรค ตอกย้ำการสร้างผลงานเพื่อให้ประชาชนกลับมาเลือกเพื่อไทยเหมือนที่ผ่านมา

สำหรับรัฐมนตรีช่วยว่าการ 3 ตำแหน่ง คาดว่าจะอยู่ในกระทรวงที่พรรคเพื่อไทยได้กำชับดูแล อาจจะอยู่ในกระทรวงเกษตรฯ 2 ตำแหน่ง และกระทรวงศึกษาธิการ 1 ตำแหน่ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการวางตัวบุคคลที่จะมานั่งตำแหน่ง แต่ในพรรคมีการพูดถึงรายชื่อ สส.ที่มีความเหมาะสมนำมาไว้ในตะกร้า เพื่อคัดให้ไปทำหน้าที่ อาทิ นางมนพร เจริญศรี ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยมาแล้ว และเป็น สส.ถึง 5 สมัย น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งทำผลงานดีในพื้นที่ จ.นครราชสีมา นายพัฒนา สัพโส สส.สกลนคร ซึ่งเป็น สส. 4 สมัย และเป็นบ้านใหญ่สกลนคร มีลูกสาวเป็น สส.และภรรยาเป็นนายก อบจ. อีกคนคือ นายศุภชัย นพขำ สส.ปทุมธานี 2 สมัย โดยการเข้ามาเป็น สส.ครั้งนี้ถือว่ามีความโดดเด่น เพราะเป็น สส.เพียงคนเดียวของพรรคเพื่อไทยใน 11 จังหวัด รอบ กทม. 

นอกจากนี้ คาดว่าตัวแทนของ จ.อุดรธานี จะเป็นอีกหนึ่งคนที่เข้ามาอยู่ในตะกร้า เพราะจังหวัดอุดรธานี ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่จังหวัดที่ได้ สส.มาหลายคน โดยผู้บริหารพรรคจะพิจารณากันอีกครั้งว่าใครจะได้รับตำแหน่ง โดยปัจจัยสำคัญในการพิจารณาต้องการให้มีความเชื่อมโยงของพื้นที่ เพราะต้องการให้รัฐมนตรีเป็นตัวแทนนำปัญหาของประชาชนในพื้นที่มาขับเคลื่อนแก้ไข และสร้างคะแนนนิยมให้พรรคในการเลือกตั้งครั้งต่อไป