ชัดเจน! ภูมิใจไทย เปิดสาเหตุ ถอนชื่อร่างแก้ รธน. เพื่อไทย งานนี้มีสะดุด
ชัดเจน! ภูมิใจไทย เปิดสาเหตุ ถอนชื่อร่างแก้ รธน. เพื่อไทย งานนี้มีสะดุด
ข่าวการเมือง

ชัดเจน! ภูมิใจไทย เปิดสาเหตุ ถอนชื่อร่างแก้ รธน. เพื่อไทย งานนี้มีสะดุด

ฟังข่าวนี้

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ณ รัฐสภา นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่ทางพรรคมีมติขอถอนตัวจากการร่วมลงนามสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของทางพรรคเพื่อไทย โดยชี้แจงว่า ทางพรรคได้พิจารณาพบข้อกังวลบางประการเกี่ยวกับเนื้อหาในร่างดังกล่าว ซึ่งมีความเสี่ยงที่อาจจะไปขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ได้เคยวางบรรทัดฐานเอาไว้ว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น จะต้องดำเนินงานให้อยู่ภายใต้กรอบบทบัญญัติหมวด 15 ที่ว่าด้วยเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเท่านั้น

นายนิกรได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ทางรัฐสภานั้นมีอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่ไม่สามารถกำหนดรูปแบบให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ในขณะที่รายละเอียดในร่างของพรรคเพื่อไทยนั้น มีการกำหนดให้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ขึ้นมาจำนวน 300 คน แล้วจึงค่อยให้รัฐสภาทำหน้าที่คัดกรองให้เหลือเพียง 100 คน ซึ่งกระบวนการในลักษณะนี้อาจสุ่มเสี่ยงต่อการถูกตีความได้ว่าเป็นการเปิดช่องทางให้ประชาชนเป็นผู้เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง

นอกจากนี้ ยังอาจจะนำไปสู่ข้อถกเถียงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเจตจำนงของประชาชนได้อีกด้วย เพราะหากท้ายที่สุดแล้วรัฐสภาตัดสินใจเลือกบุคคลที่ได้คะแนนโหวตน้อยในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งให้เข้ามาทำหน้าที่เป็น ส.ส.ร. แทนที่จะเป็นบุคคลที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด ก็อาจจะเกิดคำถามตามมาว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนหรือไม่ และในทางกลับกัน มันอาจจะกลายเป็นการบีบบังคับทางอ้อมให้รัฐสภาจำเป็นต้องเลือกเฉพาะผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งกันในเชิงของเหตุผลและลำดับชั้นอำนาจระหว่างฝั่งรัฐสภากับเจตจำนงของภาคประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ นายนิกรได้กล่าวย้ำเพื่อยืนยันถึงจุดยืนว่า พรรคภูมิใจไทยนั้นมีความตั้งใจจริงที่จะร่วมผลักดันกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประสบความสำเร็จ และมุ่งหวังให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดำเนินการสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ไม่ให้เกิดการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อศาลขึ้นมาอีกในภายหลัง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบทำให้กระบวนการทั้งหมดต้องหยุดชะงัก ล่าช้า หรือยืดเยื้อออกไปโดยไม่จำเป็น โดยสิ่งที่ทางพรรคให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกก็คือ การเปิดโอกาสรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สำหรับประเด็นที่มีรายงานว่า นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ได้มีการนัดหมายเพื่อเข้าพบและหารือร่วมกับทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น นายนิกรให้ความเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตามปกติ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจด้วยว่าผลของการหารือนั้นจะเป็นเพียงแค่แนวทางประกอบการดำเนินงานเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดจากศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า การแสดงจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ จะถือว่าเป็นการปิดประตูตายสำหรับแนวทางการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ทางอ้อมไปเลยหรือไม่ นายนิกรได้ตอบประเด็นนี้ว่า หากการดำเนินการใดๆ เป็นไปในทิศทางที่มีความสุ่มเสี่ยงและมีปัญหา ก็คงไม่สามารถผลักดันให้สำเร็จลุล่วงได้ ทางพรรคไม่ได้ต้องการทำเรื่องนี้เพียงเพื่อหวังผลในการหาเสียงหรือมุ่งสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง แต่ต้องการที่จะขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ขึ้นมาได้ในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง เพราะหากฝืนดันทุรังทำไปแล้วสุดท้ายโดนยื่นร้องเรียนจนกระบวนการทั้งหมดต้องมาสะดุดหยุดลง ก็คงจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อประเทศชาติเลย

นอกจากนี้ ทางพรรคยังมีความเชื่อมั่นว่า การจัดให้มีการทำประชามติถึง 3 ครั้ง จะถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาเป็นผู้ตัดสินใจในทุกๆ ขั้นตอนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำประชามติครั้งที่ 2 ซึ่งหากประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับรูปแบบที่มาของ ส.ส.ร. ร่างดังกล่าวก็จะไม่ผ่านความเห็นชอบ และในทำนองเดียวกัน เมื่อดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสมบูรณ์ทั้งฉบับแล้ว หากประชาชนโหวตไม่เห็นชอบในการทำประชามติครั้งที่ 3 ร่างนั้นก็จะต้องตกไปเช่นเดียวกัน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ล้วนถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงอย่างเป็นรูปธรรม

ในส่วนของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้มีการนำเสนอแนวทางที่มาของ ส.ส.ร. แบบทางอ้อมเช่นเดียวกันนั้น นายนิกรเปิดเผยว่า ตนเองยังไม่ได้มีโอกาสพิจารณารายละเอียดในส่วนนั้นอย่างชัดเจน เนื่องจากตัวร่างมีเนื้อหาค่อนข้างมากและยังคงต้องรอให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในวาระแรกของที่ประชุมรัฐสภาเสียก่อน แต่ก็ขอยืนยันว่าทางพรรคภูมิใจไทยจะยังคงยึดมั่นตามหลักการของร่างที่ทางพรรคได้เป็นผู้เสนอไป ส่วนพรรคการเมืองอื่นจะตัดสินใจสนับสนุนแนวทางไหน ก็เป็นเรื่องที่แต่ละพรรคจะต้องแสดงจุดยืนของตนเองออกมาให้ชัดเจน

เมื่อถูกตั้งคำถามว่า การตัดสินใจถอนรายชื่อออกจากการสนับสนุนร่างของพรรคเพื่อไทย จะส่งผลกระทบต่อรอยร้าวและความสัมพันธ์ภายในพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายนิกรได้กล่าวยืนยันว่า ทางพรรคไม่ได้มีเจตนาที่จะปัดตกร่างฉบับดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากการร่วมลงนามเสนอร่างในช่วงแรกเริ่มนั้นถือเป็นเอกสิทธิ์ทางการเมืองที่สามารถทำได้ แต่เมื่อได้นำรายละเอียดมาศึกษาอย่างถี่ถ้วนและพบว่ามีประเด็นที่น่ากังวลแฝงอยู่ จึงมีความเห็นตรงกันว่าควรจะต้องแสดงจุดยืนของพรรคออกมาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น อีกทั้งในปัจจุบันร่างของพรรคเพื่อไทยก็มีรายชื่อผู้สนับสนุนครบถ้วนถึง 189 รายชื่อแล้ว จึงหมดความกังวลในเรื่องของจำนวนรายชื่อที่อาจจะไม่ผ่านเกณฑ์ พร้อมทั้งขอย้ำให้มั่นใจว่าทางพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งใดๆ กับทางพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามต่อเนื่องไปว่า ในขั้นตอนการพิจารณาวาระแรก พรรคภูมิใจไทยจะเตรียมลงมติไม่เห็นชอบกับร่างของพรรคเพื่อไทยเลยใช่หรือไม่ นายนิกรได้ตอบเพียงสั้นๆ ว่า ทางพรรคได้มีการพูดคุยถึงแนวคิดในเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ยังไม่สามารถแสดงความคิดเห็นฟันธงลงไปในเวลานี้ได้ เนื่องจากยังไม่เห็นรายละเอียดของตัวร่างทั้งหมดอย่างครบถ้วน

ต่อข้อซักถามที่ว่า สรุปแล้วพรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วยกับหลักการที่ทางพรรคเพื่อไทยนำเสนอใช่หรือไม่ นายนิกรชี้แจงว่า ทางพรรคมองเห็นถึงความเสี่ยงที่ร่างฉบับดังกล่าวอาจจะมีปัญหาขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และด้วยความที่พรรคเป็นหนึ่งในแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากปล่อยให้มีการดำเนินการในทิศทางที่เสี่ยงต่อการถูกยื่นร้องเรียน ก็อาจจะส่งผลกระทบกระเทือนไปถึงเสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาลโดยรวมได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยึดถือเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลักเกณฑ์สำคัญ และดำเนินงานทุกอย่างไปอย่างตรงไปตรงมา

สำหรับข้อกังวลที่หลายฝ่ายมองว่า หากไม่ยอมให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้ง ส.ส.ร. โดยตรง อาจจะเปิดช่องให้เกิดการผูกขาดอำนาจหรือมีการฮั้วกันเพื่อเลือกเฉพาะกลุ่มบุคคลของตนเองเข้ามาทำงานนั้น นายนิกรมองว่า เรื่องนี้เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานที่มีการหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากดึงดันที่จะใช้วิธีเลือกตั้งโดยตรงแล้วสุดท้ายถูกศาลตีความว่าขัดต่อคำวินิจฉัยจนทำให้กระบวนการเดินหน้าต่อไปไม่ได้ มันก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เลย ดังนั้นแนวทางที่ดีที่สุดคือการให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดผ่านกระบวนการทำประชามติ ซึ่งหากภาคประชาชนไม่เห็นด้วยกับรูปแบบดังกล่าว ก็สามารถสั่งยุติกระบวนการได้ในทันที

ในช่วงท้าย นายนิกรยังได้กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า การเปิดให้มีการรับสมัคร ส.ส.ร. ในแต่ละจังหวัดนั้น อาจจะทำให้เกิดปัญหาที่กลุ่มอิทธิพลทางการเมืองบางกลุ่มอาศัยช่องว่างนี้ส่งคนของตนเองเข้ามาเป็นจำนวนมากได้ ในขณะที่ร่างของพรรคภูมิใจไทยนั้นได้ให้ความสำคัญและคำนึงถึงเสียงข้างน้อยควบคู่ไปด้วย โดยมุ่งเปิดโอกาสให้ทางรัฐสภาสามารถพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถได้อย่างหลากหลายและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ส่วนในเรื่องของรายละเอียดเชิงลึกต่างๆ นั้น ยังคงสามารถนำไปอภิปรายและหารือร่วมกันต่อในชั้นของคณะกรรมาธิการได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ