เมื่อวันที่ 4 พ.ย.69 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.และ พล.ต.ต.อรุณ วชิรศรีสุกัญญา ผบก.ปพ. สั่งการให้ พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. นำ กำลังเจ้าหน้าที่กองกำกับ 4 บก.ปพ. ร่วมกันจับกุมตัว นายวินัย หรือโบ่ พุทธระสุ อายุ 37 ปี ตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง ที่ 263/2569 ลงวันที่ 23 มี.ค.2569 ฐาน "เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้องหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้ ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด
และเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันนั้นทั้งโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน" ได้มี่บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ (วันที่ 3 พ.ย.เวลาประมาณ 08.30 น.)

สืบเนื่องจากพฤติการณ์ของแก๊งมิจฉาชีพได้สร้างโปรไฟล์ปลอมตีสนิทเหยื่อผ่านเฟซบุ๊ก จนตกลงคบหาเป็นคนรัก ก่อนออกอุบายชักชวนร่วมลงทุนเปิดร้านค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ปลอมชื่อ "LeLong Shopping" ช่วงแรกให้เหยื่อถอนเงินได้จริงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนล่อลวงให้โอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายไม่สามารถถอนเงินคืนได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อสูญเงินไปกว่า 10,118,133.51 บาท จึงเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.สอท.1 จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า ใช้บัญชีธนาคารของนายวินัย เป็นทางผ่านในการรับโอนเงิน
ต่อมา เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนทราบว่า นายวินัย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกดำเนินคดีฉ้อโกงประชาชนของ สน.บางรัก และถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม กำลังจะพ้นโทษและเดินออกจากเรือนจำ ทางตำรวจคอมมานโดจึงนำกำลังไปจับกุมบริเวณหน้าเรือนจำ

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายวินัย ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเมื่อช่วงปี 2567 ตนตกงาน มีเพื่อนชักชวนไปรับจ้างเปิดบัญชีที่ฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา ได้ค่าจ้างบัญชีละ 5,000 บาท จึงเดินทางไปพร้อมแฟนและเพื่อนรวม 3 คน โดยแวะเปิดบัญชีที่ จ.ปทุมธานี ก่อนลักลอบข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติไปพบกลุ่มนายทุน เมื่อถึงฝั่งปอยเปตได้ทำการสแกนใบหน้าเปิดบัญชีไปทั้งหมด 4 บัญชี ได้รับเงินค่าจ้างรวม 20,000 บาท และพักอาศัยในตึกกาสิโนประมาณ 10 วันก่อนกลับเข้าไทย โดยอ้างว่าตอนนั้นเข้าใจว่าจะนำไปใช้เกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์ ไม่คิดว่าจะถูกนำมาใช้หลอกลวงผู้อื่น พร้อมฝากเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อรับจ้างเปิดบัญชีหรือให้ผู้อื่นยืมใช้เด็ดขาด เพราะสุดท้ายต้องมาสูญเสียอิสรภาพซ้ำซาก

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การ เนื่องจากพฤติการณ์ชัดเจนว่าเป็นการลักลอบข้ามแดนไปเปิดบัญชีม้าหลายบัญชี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของแก๊งอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ประกอบกับผู้ต้องหามีคดีค้างเก่าและความเสียหายมูลค่ามหาศาล แม้จะเพิ่งพ้นโทษจากคดีเดิมมาหมาด ๆ แต่ก็ต้องมาเจอหมายจับใหม่มารอรับหน้าเรือนจำทันที จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.สอท.1 ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลกวาดล้างเครือข่ายที่เหลือต่อไป
ทั้งนี้ ตำรวจสอบสวนกลาง ฝากเตือนภัยประชาชน ระวังกลุ่มคนแปลกหน้าในโลกออนไลน์ที่เข้ามาตีสนิทชักชวนลงทุนแพลตฟอร์มต่าง ๆ แม้ช่วงแรกจะถอนเงินได้จริงก็เป็นเพียงกลลวง อย่าหลงเชื่อโอนเงินเด็ดขาด รวมถึงขอเตือนภัยผู้ที่รับจ้างเปิดบัญชีหรือพาข้ามแดนไปสแกนใบหน้าแลกเงินเพียงหลักพัน เพราะนอกจากผิดกฎหมายแล้ว ยังต้องมารับโทษทัณฑ์พันตัวและสูญเสียอิสรภาพอย่างไม่คุ้มค่าตามคติเตือนใจ "รับจ้างเปิดบัญชี ได้เงินไม่กี่พัน คดีพันตัว ขาดอิสรภาพ"
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ