วันที่ 3 พ.ย. 69 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (กก.4 บก.ปพ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.,พล.ต.ต.อรุณ วชิรศรีสุกัญญา ผบก.ปพ. และ พ.ต.อ.สุรพันธ์ มั่นคงดี พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับคดีบัญชีม้า หลังพบมีประวัติพัวพันคดีฉ้อโกงประชาชนถึง 3 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 786,196 บาท เจ้าหน้าที่สามารถแกะรอยติดตามจับกุมตัวได้ขณะกำลังเตรียมเดินทางกลับภูมิลำเนา
โดยสามารถจับกุมตัว นายปารเมศ หรือ ต้อม อายุ 48 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดระยอง ที่ 383/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนฉ้อโกงประชาชน โดยทุจริตหรือหลอกลวงนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากของตนโดยรู้หรือควรรู้ว่าจะถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จับกุมได้บริเวณป้ายรถประจำทาง ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร หลังสืบทราบว่าผู้ต้องหาเคยหลบหนีไปกบดานอยู่ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ก่อนจะเตรียมเดินทางกลับบ้านเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังติดตามจนพบตัวกลางกรุงเทพฯ และแสดงตัวเข้าตรวจสอบ ก่อนยืนยันว่าเป็นบุคคลตามหมายจับ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับจริง

การจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ผู้เสียหายในพื้นที่อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ถูกมิจฉาชีพติดต่อผ่านเฟซบุ๊ก ชักชวนให้ลงทุนเปิดร้านค้าออนไลน์ โดยอ้างว่าจะมีลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเข้ามา และผู้เสียหายจะต้องนำเงินในระบบไปซื้อสินค้าเพื่อส่งให้ลูกค้า พร้อมได้รับผลกำไรตอบแทน
ช่วงแรกผู้เสียหายสามารถถอนเงินออกมาได้ 2 ครั้ง ทำให้เกิดความเชื่อมั่นและหลงเชื่อโอนเงินลงทุนเพิ่มเติมรวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 426,196.23 บาท แต่ภายหลังกลับไม่สามารถถอนเงินได้ อีกทั้งระบบยังแจ้งเงื่อนไขให้เติมเงินเพิ่ม โดยอ้างว่าหากไม่เติมเงินจะทำให้ร้านค้าขาดความน่าเชื่อถือ ผู้เสียหายจึงทราบว่าถูกหลอกและเข้าแจ้งความดำเนินคดี กระทั่งศาลออกหมายจับผู้ต้องหารายนี้

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบพบว่า นายปารเมศฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงอีก 2 คดีในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ คดี สภ.พยุห์ มีมูลค่าความเสียหาย 70,000 บาท และคดี สภ.กันทรารมย์ ซึ่งคนร้ายใช้ช่องทางติ๊กต็อกและไลน์ชักชวนผู้เสียหายให้โอนเงินลงทุนเปิดร้านค้าเพื่อหารายได้ มีความเสียหายอีก 290,000 บาท เมื่อนำมารวมกับคดีในพื้นที่จังหวัดระยอง ทำให้มีมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 786,196.23 บาท

จากการสอบปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเมื่อปี 2567 ได้รู้จักกับเพื่อนหญิงชื่อ "บี" ซึ่งขายของอยู่ด้วยกันในตลาดนัดตัวเมืองเชียงใหม่ ต่อมาฝ่ายหญิงได้ขอยืมโทรศัพท์มือถือของตนไปใช้เทรดเหรียญ เนื่องจากแอปพลิเคชันของตนเองไม่สามารถใช้งานได้ โดยยืมไปประมาณ 2-3 วัน ก่อนที่ตนจะพบว่าบัญชีธนาคารถูกอายัด และไม่สามารถติดต่อหญิงคนดังกล่าวได้อีก ทั้งยังอ้างว่าอีกฝ่ายนำโทรศัพท์ของตนไปด้วย

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าบัญชีธนาคารที่มีชื่อผู้ต้องหาถูกนำไปใช้เป็นช่องทางรับโอนเงินจากการหลอกลวงผู้เสียหาย จึงเห็นว่าพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการเปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีม้า จึงควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.วังจันทร์ จังหวัดระยอง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเดินหน้าขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีต่อไป
ทั้งนี้ ตำรวจสอบสวนกลางฝากเตือนประชาชน ระวังการชักชวนให้ลงทุนเปิดร้านค้าออนไลน์ที่ต้องโอนเงินเข้าระบบก่อน หรือต้องเติมเงินเพิ่มจึงจะถอนเงินได้ ซึ่งเป็นกลลวงของมิจฉาชีพ หากหลงโอนเงินแล้วให้รีบแจ้งธนาคารเพื่ออายัดบัญชีและแจ้งความโดยเร็ว นอกจากนี้ ขอเตือนประชาชนอย่าให้ผู้อื่นยืมโทรศัพท์ที่ผูกกับแอปพลิเคชันธนาคาร บัญชีธนาคาร หรือบัตรเอทีเอ็ม แม้จะเป็นเพื่อนสนิทก็ตาม เพราะหากบัญชีถูกใช้รับโอนเงินจากการกระทำความผิด เจ้าของบัญชีอาจต้องถูกดำเนินคดีและถูกอายัดบัญชี
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ