รณรงค์ ทวงคืนความยุติธรรม! พา มุกหมวย เน็ตไอดอลดัง แจ้งความกองปราบ จี้ตำรวจต้องมีคนรับผิดชอบ
รณรงค์ ทวงคืนความยุติธรรม! พา มุกหมวย เน็ตไอดอลดัง แจ้งความกองปราบ จี้ตำรวจต้องมีคนรับผิดชอบ
ข่าวอาชญากรรม

รณรงค์ ทวงคืนความยุติธรรม! พา มุกหมวย เน็ตไอดอลดัง แจ้งความกองปราบ จี้ตำรวจต้องมีคนรับผิดชอบ

ฟังข่าวนี้

วันนี้ (2 ก.ย.) ที่ ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (กองปราบ) นาย รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ได้พานางสาว มุกหมวย เน็ตไอดอลดัง ตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษข้อหา ลักทรัพย์ในท่าอากาศยาน (โทษจำคุก 1-5 ปี) จี้ตำรวจ CIB ลงพื้นที่ตามจับกุมคนร้าย ใครกรีดกระเป๋าผู้โดยสาร พนักงานสายการบิน พนักงานลากกระเป๋า หรือมิจฉาชีพ เคสนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ

น.ส.กิติชา เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยตนและเพื่อนเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังท่าอากาศยานกระบี่ ด้วยสายการบินแห่งหนึ่ง โดยก่อนขึ้นเครื่องได้นำนาฬิกาหรูจำนวน 2 เรือนบรรจุไว้ในกระเป๋าเดินทาง ก่อนเช็กอินและโหลดกระเป๋าลงใต้ท้องเครื่องตามขั้นตอนปกติ นาฬิกาที่สูญหายประกอบด้วย นาฬิกายี่ห้อ Cartier รุ่นประดับเพชร มูลค่าประมาณ 470,000 บาท และนาฬิกายี่ห้อ Hermes มูลค่าประมาณ 140,000 บาท รวมมูลค่าประมาณ 610,000 บาท

กระทั่งเมื่อเดินทางถึงท่าอากาศยานกระบี่และรับกระเป๋าคืน พบว่ากระเป๋าถูกเปิดออก และนาฬิกาหรูทั้ง 2 เรือนที่เก็บไว้ภายในได้หายไป เมื่อตรวจสอบสภาพกระเป๋าและระบบล็อกพบร่องรอยการแกะหรือเปิดอย่างผิดสังเกต จึงไม่เชื่อว่ากระเป๋าจะเปิดออกเองตามธรรมชาติ

น.ส.กิติชา กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้รับคำชี้แจงในลักษณะว่ากระเป๋าอาจชำรุดหรือเปิดออกเอง แต่จากสภาพที่พบทำให้สงสัยว่าอาจมีผู้ฉวยโอกาสในขั้นตอนการจัดเก็บและขนถ่ายสัมภาระ ซึ่งอาจอาศัยจุดอับสายตาหรือช่องว่างในการรักษาความปลอดภัยเพื่อเปิดกระเป๋าและนำทรัพย์สินออกไป จึงอยากให้ตำรวจตรวจสอบว่ามีบุคคลภายในสายการบิน สนามบิน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรู้เห็นหรือไม่

หลังเกิดเหตุตนได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เหนือคลอง จ.กระบี่ และเดินทางกลับมาแจ้งความที่ สภ.สุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ เพื่อเป็นหลักฐานแล้ว แต่เนื่องจากเวลาผ่านไปหลายวันยังไม่มีความคืบหน้า จึงตัดสินใจเข้าร้องเรียนต่อพนักงานสอบสวน บก.ป. เพื่อขอให้เร่งติดตามทรัพย์สินและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายรณณรงค์ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานลักทรัพย์ในท่าอากาศยานหรือยานพาหนะสาธารณะ ซึ่งมีอัตราโทษทางอาญาสูงสุดถึงจำคุก 5 ปี จึงต้องการให้ตำรวจเร่งสืบสวนสอบสวนเพื่อพิสูจน์ทราบตัวผู้ก่อเหตุโดยเร็ว สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบว่าผู้ก่อเหตุเป็นพนักงานของสายการบิน บุคลากรภายในสนามบิน หรือบุคคลภายนอก เพราะหากพบว่าเป็นการกระทำของพนักงานสายการบิน ก็ต้องพิจารณาความรับผิดทางแพ่งของนายจ้างหรือสายการบินในการชดใช้ความเสียหายแก่ผู้เสียหายด้วย

นายรณณรงค์ กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้กระทบเพียงผู้เสียหายรายเดียว แต่ยังส่งผลต่อมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบขั้นตอนการดูแลสัมภาระอย่างละเอียด รวมถึงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและเส้นทางการขนถ่ายกระเป๋า เพื่อหาตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ