ผักเบี้ยใหญ่ (Purslane) หรือที่รู้จักกันในชื่อ common purslane, little hogweed, pigweed, fatweed หรือ pusle พบได้ทั่วโลก ในสหรัฐอเมริกามักถูกมองว่าเป็นวัชพืชที่น่ารำคาญ แต่ในหลายประเทศกลับนำมารับประทานเป็นอาหารหรือใช้เป็นสมุนไพร ในเม็กซิโกเรียกว่า verdolaga และถูกนำไปประกอบอาหาร ส่วนในคติชนของจีน ผักเบี้ยใหญ่ถูกเรียกว่าเป็น ผักอายุยืน
เนื่องจากเป็นพืชอวบน้ำ (พืชที่สามารถกักเก็บน้ำได้) ผักเบี้ยใหญ่จึงเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่พืชชนิดอื่นอยู่ได้ยาก ความทนทานของมันทำให้เหมาะกับพื้นที่ที่แห้งแล้ง ร้อนจัด หรือเหมาะกับคนทำสวนที่ไม่ค่อยได้รดน้ำเป็นประจำ พืชที่มักถูกมองข้ามชนิดนี้ยังให้ประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างน่าประหลาดใจ แต่หากต้องการได้รับคุณค่าทางโภชนาการเหล่านี้ อาจต้องปลูกเอง
ประโยชน์ของผักเบี้ยใหญ่ (Purslane Benefits)
คุณอาจไม่คาดคิดจากดอกสีเหลืองเล็ก ๆ หรือใบสีเขียวที่ดูอวบหนา แต่ผักเบี้ยใหญ่ถูกจัดโดย องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้เป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรที่ถูกใช้มากที่สุดในโลก เหตุผลก็เพราะพืชเตี้ย ๆ ชนิดนี้มีคุณสมบัติเด่นดังนี้
อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
อนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่ไม่เสถียรในร่างกาย ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ สารต้านอนุมูลอิสระคือสารพิเศษที่พบในพืชและอาหารจากพืช ซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ ผักเบี้ยใหญ่มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ได้แก่
วิตามินเอ (Vitamin A): ช่วยปกป้องดวงตา เสริมภูมิคุ้มกัน และสำคัญต่อสุขภาพของอวัยวะต่าง ๆ เพราะช่วยสนับสนุนการแบ่งตัวของเซลล์อย่างเหมาะสม
เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene): เปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย ช่วยลดจำนวนอนุมูลอิสระ และอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
วิตามินซี (Vitamin C): ช่วยรักษาคอลลาเจนและหลอดเลือดให้แข็งแรง และช่วยในการสมานแผล
กลูตาไธโอน (Glutathione): มีคุณสมบัติต้านมะเร็ง ใบผักเบี้ยใหญ่มีปริมาณกลูตาไธโอนมากกว่าผักโขม
เมลาโทนิน (Melatonin): ไม่เพียงช่วยให้นอนหลับดีขึ้น แต่ยังช่วยลดการอักเสบ ควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน และดีต่อความดันโลหิต
เบตาเลน (Betalain): แม้จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม แต่สารธรรมชาติที่ทำให้ลำต้นผักเบี้ยใหญ่มีสีแดงนี้ ดูเหมือนจะมีคุณสมบัติต้านไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา
คุณค่าทางโภชนาการของผักเบี้ยใหญ่
ผักเบี้ยใหญ่มีวิตามินและแร่ธาตุหลากหลาย เช่น วิตามิน A, C, โฟเลต (วิตามิน B9), โพแทสเซียม, แคลเซียม, เหล็ก, แมกนีเซียม และโคลีน
สารอาหารต่อ 1 ถ้วย (ประมาณ 43 กรัม)
พลังงาน: 7 กิโลแคลอรี
โปรตีน: น้อยกว่า 1 กรัม
ไขมัน: น้อยกว่า 1 กรัม
คาร์โบไฮเดรต: 1 กรัม
ไฟเบอร์: น้อยกว่า 1 กรัม
น้ำตาล: น้อยกว่า 1 กรัม
ข้อควรระวังในการรับประทาน
ผักเบี้ยใหญ่มีกรดออกซาลิก (Oxalate) ซึ่งอาจทำให้เกิดนิ่วในไต โดยเฉพาะในผู้ที่มีแนวโน้มเป็นนิ่วหรือมีโรคไตอยู่แล้ว หากต้องการรับประทาน ควรต้ม หรือลวกก่อน เพื่อช่วยลดกรดออกซาลิกในผัก
นอกจากนี้ ผักเบี้ยใหญ่มีรสเค็มตามธรรมชาติ ผู้ที่ควบคุมปริมาณโซเดียมควรจำกัดการบริโภค ส่วนหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน รายงานทางการแพทย์จากจีน
ในปี 2022 โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์เจ้อเจียง (ประเทศจีน) รายงานผู้ป่วย 6 รายที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันหลังรับประทานผักเบี้ยใหญ่ในปริมาณมาก แพทย์ตรวจพบผลึกเล็กจำนวนมากอุดตันท่อไต และพบระดับครีอะตินีนในเลือดสูงผิดปกติ สาเหตุเกิดจากการรับกรดออกซาลิกมากเกินไปในระยะเวลาสั้น ๆ
ข้อมูล webmd