ไขข้อสงสัย! หมอเฉลยเอง น้ำอัดลม 0% ดีกว่าน้ำอัดลมปกติจริงไหม
ไขข้อสงสัย! หมอเฉลยเอง น้ำอัดลม 0% ดีกว่าน้ำอัดลมปกติจริงไหม
อาหารการกิน

ไขข้อสงสัย! หมอเฉลยเอง น้ำอัดลม 0% ดีกว่าน้ำอัดลมปกติจริงไหม

ฟังข่าวนี้

ท่ามกลางประเด็นที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ล่าสุด นพ.ธนีย์ ธนียวัน หรือ หมอแทนนี่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และเวชบำบัดวิกฤต จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ได้ออกมาโพสต์ข้อความให้ความรู้ทางการแพทย์ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Doctor Tany โดยระบุว่า น้ำอัดลม 0% ดีกว่าน้ำอัดลมปกติจริงไหม? หลายคนเปลี่ยนจากน้ำอัดลมแบบปกติมาเป็นน้ำอัดลม 0% เพราะคิดว่าไม่มีน้ำตาล ไม่มีแคลอรี น่าจะดีกับสุขภาพมากกว่า คำตอบคือ ดีกว่าจริง แต่ไม่ได้แปลว่า ไม่มีผลเสีย

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า น้ำอัดลมปกติ 1 กระป๋อง มีน้ำตาลประมาณ 10 ช้อนชา หรือราว 140 แคลอรี การดื่มเป็นประจำมีความสัมพันธ์กับโรคอ้วน ภาวะดื้ออินซูลิน เบาหวาน และอาจทำให้เกิดอาการที่หลายคนเรียกว่า Sugar Crash คือช่วงแรกน้ำตาลขึ้นเร็ว รู้สึกสดชื่น แต่พอน้ำตาลตกก็หิว อยากของหวานเพิ่ม สุดท้ายกินแคลอรีมากขึ้นกว่าเดิม จึงมีคนหันมาดื่มน้ำอัดลม 0% แม้จะไม่มีน้ำตาล แต่ไม่ได้หมายความว่าข้างในมีแค่น้ำกับฟอง สิ่งที่ยังอยู่ในน้ำอัดลม 0% ได้แก่

- น้ำตาลเทียม

- คาเฟอีน

- ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

- กรดต่าง ๆ ที่ใช้ปรุงรส

เรื่องแรกที่น่าสนใจคือน้ำตาลเทียม น้ำอัดลม 0% แต่ละยี่ห้อมักใช้น้ำตาลเทียมต่างกัน เช่น แอสพาเทม (Aspartame), อะซีซัลเฟม โพแทสเซียม หรือ Ace-K, ซูคราโลส (Sucralose) หรือ หญ้าหวาน (Stevia)

แอสพาเทม (Aspartame) มีข้อควรระวังในผู้ป่วยโรคพันธุกรรมที่เรียกว่า Phenylketonuria (PKU) เพราะร่างกายไม่สามารถจัดการกับกรดอะมิโน Phenylalanine ได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงไม่ควรรับประทาน

นอกจากนี้ Aspartame ยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มสารที่ อาจก่อมะเร็งในมนุษย์ (Group 2B) แต่ข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบว่าการดื่มน้ำอัดลม 0% ในปริมาณปกติทำให้เกิดมะเร็งโดยตรง ดังนั้นไม่ต้องตื่นตระหนก เพียงแต่ควรบริโภคอย่างพอดี

Acesulfame-K มีงานวิจัยบางส่วนที่พบความเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ และอาจมีผลต่อจุลินทรีย์ดีในลำไส้ รวมทั้งสามารถผ่านรกและน้ำนมได้ จึงควรระวังในหญิงตั้งครรภ์

ส่วน Sucralose เป็นน้ำตาลเทียมที่มีข้อมูลว่ารบกวน Gut Microbiome หรือจุลินทรีย์ดีในลำไส้ได้ค่อนข้างมาก ขณะที่ Stevia หรือสารให้ความหวานจากหญ้าหวาน ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างเป็นมิตรต่อสุขภาพมากที่สุดในกลุ่มนี้ เพราะมีผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้น้อยกว่า และไม่ค่อยพบข้อมูลเรื่องการกระตุ้นการอักเสบ อย่างไรก็ตาม หลายยี่ห้อมักใช้น้ำตาลเทียมมากกว่า 1 ชนิด ผสมกันเพื่อให้รสชาติดีขึ้น

แล้วน้ำตาลเทียมทำให้อ้วนไหม ?

งานวิจัยแบบสังเกตการณ์หลายชิ้นพบว่าคนที่ดื่มน้ำอัดลม 0% มาก มีความเสี่ยงโรคอ้วน เบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น แต่ต้องตีความอย่างระมัดระวัง เพราะคนที่เป็นเบาหวาน อ้วน หรือมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว มักเป็นกลุ่มที่หันมาดื่มน้ำอัดลม 0% มากกว่าคนทั่วไป จึงอาจเกิดสิ่งที่เรียกว่า Reverse Causality คือไม่ได้เกิดโรคเพราะน้ำอัดลม แต่เป็นเพราะคนที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้วเลือกดื่มน้ำอัดลมชนิดนี้

ดังนั้นปัจจุบันจึงยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าน้ำตาลเทียมเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคเหล่านี้ แต่ก็มีสัญญาณเตือนว่าการดื่มมากเกินไปอาจไม่ใช่เรื่องดี กลไกที่นักวิจัยตั้งข้อสังเกตไว้มี 2 อย่าง

1. รสหวานอาจไปหลอกสมอง ทำให้ร่างกายรู้สึกว่าได้รับพลังงานแล้ว แต่จริง ๆ ไม่ได้รับ ส่งผลให้บางคนหิวหรืออยากของหวานมากขึ้นภายหลัง

2. น้ำตาลเทียมอาจไปรบกวนตัวรับรสหวานในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งอาจมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย

ต่อมาคือเรื่องคาเฟอีน น้ำอัดลมหลายชนิด โดยเฉพาะกลุ่มโคล่า มีคาเฟอีนประมาณ 30-40 มิลลิกรัมต่อกระป๋อง แม้จะไม่มากเท่ากาแฟ แต่ก็อาจส่งผลต่อคนที่ไวต่อคาเฟอีน ทำให้นอนไม่หลับ ใจสั่น วิตกกังวล หรือมีอาการกรดไหลย้อนมากขึ้น เด็กก็ได้รับคาเฟอีนจากน้ำอัดลมเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ได้ดื่มกาแฟก็ตาม

อีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ฟองซ่าอาจทำให้บางคนมีอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือกระตุ้นอาการของโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) และกรดไหลย้อน ส่วนเรื่องกรดในน้ำอัดลม มีความสำคัญมาก

น้ำอัดลมประเภทโคล่ามักใช้กรดฟอสฟอริก ส่วนน้ำอัดลมที่ไม่ใช่โคล่ามักใช้กรดซิตริก กรดฟอสฟอริกมีความเกี่ยวข้องกับโรคไตมากกว่า โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3-5 หรือผู้ที่ล้างไตอยู่ เพราะฟอสฟอรัสในรูปนี้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เกือบ 100%

มีงานวิจัยบางส่วนพบว่าการดื่มเครื่องดื่มประเภทโคล่าเป็นประจำ มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคไตที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่เครื่องดื่มที่ใช้กรดซิตริกไม่พบความสัมพันธ์นี้ชัดเจน

ดังนั้นหากเป็นโรคไต หรือนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และจำเป็นต้องดื่มน้ำอัดลม 0% ควรเลือกชนิดที่ไม่ใช่โคล่าไม่ว่าจะเป็นกรดฟอสฟอริกหรือกรดซิตริก ทั้งสองอย่างสามารถกัดกร่อนเคลือบฟันได้ โดยเฉพาะคนที่ชอบจิบทั้งวัน จึงเพิ่มความเสี่ยงฟันผุและอาการเสียวฟันได้

แล้วน้ำอัดลม 0% ทำให้กระดูกพรุนหรือไม่? ข้อมูลปัจจุบันพบว่าหากเป็นชนิดโคล่าที่มีกรดฟอสฟอริก อาจมีความเกี่ยวข้องกับความหนาแน่นของกระดูกที่ลดลง แต่คาเฟอีนในปริมาณที่พบในน้ำอัดลมไม่ได้มากพอที่จะเป็นสาเหตุสำคัญของโรคกระดูกพรุน

กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่

- เด็กและวัยรุ่น เพราะอาจติดรสหวานและส่งผลต่อพฤติกรรมการกินในอนาคต

- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร

- ผู้ที่เป็นกรดไหลย้อน

- ผู้ที่มีลำไส้แปรปรวน

- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

- ผู้ที่นอนไม่หลับ วิตกกังวล หรือใจสั่นง่าย

แล้วถ้าอยากดื่มอะไรซ่า ๆ ล่ะ? ตัวเลือกที่ดีกว่าคือน้ำโซดา หรือ Sparkling Water เพราะไม่มีน้ำตาล ไม่มีน้ำตาลเทียม ไม่มีคาเฟอีน ไม่มีกรดฟอสฟอริกหรือกรดซิตริกที่เติมเพิ่ม จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับคนที่ต้องการความซ่าโดยไม่เพิ่มภาระต่อสุขภาพมากนัก

สรุป น้ำอัดลม 0% ดีกว่าน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลอย่างชัดเจน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะดื่มได้ไม่จำกัด หากจะดื่ม ควรดื่มในปริมาณน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ และไม่ควรเกินวันละ 1 กระป๋องเป็นประจำ สำหรับคนที่อยากได้ความซ่าโดยไม่ต้องรับน้ำตาลเทียม คาเฟอีน หรือกรดต่าง ๆ โซดาและ Sparkling Water ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ