วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 มีรายงานข่าวเศร้าในวงการพระพุทธศาสนา เมื่อ พระราชมงคลวชิรสาร (หลวงพ่อชอุ้ม กตสาโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดตะเคียนเลื่อน และอดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลตะเคียนเลื่อน ต.ตะเคียนเลื่อน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ได้มรณภาพลงอย่างสงบ สิริอายุ 97 ปี พรรษา 76
พระราชมงคลวชิรสาร หรือหลวงพ่อชอุ้ม กตสาโร มีนามเดิมว่า ชอุ้ม สังข์เดช เกิดเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2472 ตรงกับวันจันทร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเส็ง เป็นบุตรคนที่ 3 จากพี่น้องทั้งหมด 6 คน สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดตะเคียนเลื่อน เมื่อปี พ.ศ. 2485
เมื่ออายุครบ 20 ปี ได้เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 ณ วัดตะเคียนเลื่อน โดยมีพระเทพคุณาภรณ์ (ขณะดำรงสมณศักดิ์พระครูนิทานโพธิวัฒน์) เจ้าคณะอำเภอเมืองนครสวรรค์ วัดโพธาราม เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังอุปสมบท ท่านจำพรรษาและศึกษาพระปริยัติธรรมที่สำนักวัดตะเคียนเลื่อน กระทั่งปี พ.ศ. 2500 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีและนักธรรมชั้นโท
เดิมทีหลวงพ่อชอุ้มตั้งใจบวชเพียง 1 พรรษาตามประเพณี แต่ด้วยคำขอของหลวงปู่ดิษฐ์ วัดท่าซุด อ.โกรกพระ ซึ่งเป็นปู่ของท่าน ให้ครองผ้าเหลืองต่อ จึงตัดสินใจอุทิศตนในสมณเพศจนตลอดชีวิต
ตำแหน่งฝ่ายปกครองที่สำคัญ
พ.ศ. 2499 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดตะเคียนเลื่อน
พ.ศ. 2516 ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลตะเคียนเลื่อน
พ.ศ. 2517 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
พ.ศ. 2526 ย้ายไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดจอมคีรีนาคพรต อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นวัดขนาดใหญ่กว่า แต่ภายหลังชาวบ้านตำบลตะเคียนเลื่อนได้อาราธนาให้กลับมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดตะเคียนเลื่อนอีกครั้ง
พ.ศ. 2540 ได้รับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในสาขาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
พ.ศ. 2552 ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลตะเคียนเลื่อน
ด้านสมณศักดิ์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชมงคลวชิรสาร สุวิธานศาสนวรกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
หลวงพ่อชอุ้มได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเถระผู้มีพรรษาสูงรูปหนึ่งของปากน้ำโพ มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพศรัทธาทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ เป็นพระนักพัฒนาและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณี และพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพิธีปลุกเสกวัตถุมงคล ซึ่งท่านจะกำกับการโยงสายสิญจน์ด้วยตนเองทุกขั้นตอน เพื่อให้เป็นไปตามแบบแผนโบราณอย่างถูกต้อง
ท่านยังมีบทบาทสำคัญในการสืบสานประเพณี สลากภัตมะม่วง ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานกว่าศตวรรษ เนื่องจากพื้นที่ตะเคียนเลื่อนเคยเป็นแหล่งปลูกมะม่วงสำคัญ เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจะจัดทำสลากเพื่อจับสลากถวายผลผลิตแด่พระสงฆ์แต่ละรูป และยังคงปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ หลวงพ่อชอุ้มยังอนุรักษ์วิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำ ผ่านการสืบสานประเพณีแข่งเรือ โดยก่อนอุปสมบท ท่านเคยเป็นช่างขุดเรือ ใช้ไม้ตะเคียนทั้งต้นมาขุดเป็นเรือหมูและเรือมาด อีกทั้งยังเป็นผู้ออกแบบแนวทางการต่อเรือของวัดด้วยตนเอง จนทำให้วัดตะเคียนเลื่อนกลายเป็นแหล่งรวบรวมเรือแข่งทั้งเก่าและใหม่ เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์เรือแข่งของชุมชน
ตลอดชีวิตในสมณเพศ หลวงพ่อชอุ้มมีอุปนิสัยเรียบง่าย สมถะ รักความสะอาด และมีระเบียบวินัย เปี่ยมด้วยเมตตาต่อพระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชน หากไม่มีอาการอาพาธ ท่านจะปฏิบัติกิจวัตรประจำวันอย่างเคร่งครัด เริ่มตั้งแต่เวลา 04.30 น. ทำวัตรเช้า แผ่เมตตา ครองผ้า และออกบิณฑบาตในเวลา 06.30 น. หลังฉันภัตตาหารเช้าจะทำความสะอาดวัด เวลา 11.00 น. ฉันเพลร่วมกับพระลูกวัดบนศาลา และเวลา 17.30 น. ทำวัตรเย็น
หลวงพ่อชอุ้มยังเป็นที่เล่าขานในหมู่ศิษยานุศิษย์ว่าเป็นพระผู้มีวาจาสิทธิ์ คำกล่าวของท่านมักเกิดขึ้นจริง จึงทำให้ชาวบ้านต่างให้ความเคารพและเกรงใจ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเป็นผู้พูดน้อย เน้นเฉพาะสาระสำคัญ และมักสอนอยู่เสมอว่า ปากพูดมากวอนให้เจ็บจมูกไปด้วย เพื่อเตือนสติให้ระมัดระวังคำพูด เพราะการพูดในสิ่งที่ไม่เหมาะสมอาจนำปัญหามาสู่ตนเอง
อีกทั้งหลวงพ่อชอุ้มยังมีความเชี่ยวชาญในการช่วยบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วย โดยย้ำว่าไม่ได้อาศัยวิทยาคม แต่ใช้การสวดสรรเสริญพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ พร้อมอธิษฐานขอบารมีจากครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือ
ด้วยความเป็นสิริมงคลของชื่อ ชะอุ้ม หรือ ชอุ้ม หรือ อุ้ม บรรดาศิษยานุศิษย์จึงขออนุญาตจัดสร้างวัตถุมงคลของท่านเป็นครั้งคราว โดยหลีกเลี่ยงการจัดสร้างในเชิงพาณิชย์ ผู้ที่ครอบครองวัตถุมงคลต่างเล่าถึงประสบการณ์ด้านแคล้วคลาดและความปลอดภัยกันอย่างแพร่หลาย