
รายได้อาชีพนวดไทย
เว็บไซต์ siamskill ได้เผยแพร่บทความของผู้เชี่ยวชาญในวงการนวด และสปามามากกว่า 20 ปี ได้กล่าวถึงรายได้พนักงานนวด หมอนวดไทย หรือ Therapy ว่างานนวด และงานสปา Therapy มีโครงสร้างรายได้หลากหลายขึ้นอยู่กับราคาค่าบริการ ระดับ หรือประเภทของร้านนวดร้านสปา ความหนาแน่ของลูกค้า สวัสดิการ หน้าที่ความรับผิดชอบ ตำแหน่ง สัญญาจ้าง นโยบายของสถานประกอบการ อาจเป็นโครงสร้างที่มีเงินเดือน หรือ คอมมิสชั่น ผสมผสานกัน ปัจจุบันโครงสร้างหลักๆ ที่นิยมกันในตลาดการนวด และสปาในประเทศไทย มีดังนี้
โครงสร้าง เงินเดือนหมอนวด
เป็นการแบ่งค่าจ้างแบบหาร 2 จากราคาขาย เช่น ราคาขายหน้าร้าน 200 บาท ทางร้านจะแบ่งให้พนักงาน 100 บาท ทางร้านเก็บ 100 บาท เป็นคนละครึ่ง
ถ้าร้านใช้โครงสร้างนี้ในทุกๆ เมนูก็จะคำนวณรายได้ที่ง่ายต่อพนักงาน นิยมใช้กับร้านนวดขนาดเล็ก ค่าบริการไม่สูงมาก
สถานที่ให้บริการตามเมืองท่องเที่ยว หรือหัวเมืองใหญ่ เช่น พัทยา กรุงเทพฯ
ค่าบริการเริ่มที่ชั่วโมงละ 120-250 บาท
กลุ่มลูกค้า เป็นนักท่องเที่ยว Back Pack, นักท่องเที่ยวราคาประหยัด และกลุ่มคนไทยที่มีรายได้ประมาณ 10,000-20,000 บาทต่อเดือน
โครงสร้างแบบตายตัว
ในโครงสร้างแบบนี้ มักจะกำหนดเป็นเรทตายตัว เช่น แบบส่วนแบ่งเปอร์เซ็นจากราคาขาย ตั้งแต่ 30% ถึง 70% ขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจ เช่น Day SPA อาจมีส่วนแบ่ง 30% ให้กับพนักงานประจำ ส่วนการนวด Delivery ที่มี Platform เป็นตัวกลางอาจให้สูงถึง 70% เนื่องจากไม่มีต้นทุนเรื่องสถานที่และองค์ประกอบอื่น หรือการกำหนดแบบตายตัว ให้เหมาะสมตามต้นทุนและความยากง่ายในการให้บริการ เช่น นวดไทยอาจได้ 30% แต่นวดอโรม่า อาจได้ 40% หรือกำหนดเป็นตัวเงินแบบตายตัวไปเลย ตัวอย่างเช่น นวดไทยให้ชั่วโมงละ 150 บาท นวดอโรมาให้ชั่วโมงละ 200 แต่ยังมีผู้ประกอบการประเภทที่ให้คอมมิสชั่นทุกประเภทเท่ากันหมดก็มี เช่น ทุกชั่วโมง 160 บาท
ทั้งนี้ผู้ประกอบการ ต้องคำนวณและควบคุมต้นทุนให้แม่นยำ การตั้งราคาให้เหมาะสมกับสถานที่และการบริการ พนักงานกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่สามารถนำมาตรฐานการให้บริการและฝีมือมาเป็นตัวควบคุม เป็นตัวชี้วัด เพื่อประเมินตัวพนักงานได้ เนื่องจากรายได้ส่วนแบ่งที่สูงขึ้น กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น ความคาดหวังในการให้บริการของลูกค้าจึงมีสูงขึ้นตามราคาที่จ่ายไป หากมีการให้บริการที่ไม่ดี ลูกค้าอาจไม่พอใจและเกิดปัญหาตามมามากมาย อย่างเช่นการขอเงินคืนจากการให้บริการที่ไม่ดี แต่หากบริการได้ดีมักมีการจ่ายทิปเพิ่ม โดยมากมักเป็นโครงสร้างที่ Day SPA และร้านนวด ที่มีค่าบริการสูงกว่าร้านนวดทั่วไปใช้ ราคานวดมักเริ่มต้นที่ ชั่วโมงละ 350 – 750 บาทต่อชั่วโมง
โครงสร้างแบบตายตัวระบบขั้นบันได
จากโครงสร้างของรายได้ที่ตายตัว ยังมีการสร้างจูงใจให้พนักงานรับงานให้มากขึ้น และสร้างการบริการที่ดีให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีกเพื่อสร้างความมั่นคง มีรายได้มากขึ้น นั้นคือ ระบบทวีคูณแบบขั้นบันได โดยแนวคิดคือ ยิ่งทำชั่วโมงได้มาก ค่าตอบแทนต่อชั่วโมงจะสูงขึ้นตาม โดยหลักคิดแบบขั้นบันได แบ่งออกเป็นสองวิธี คือ
แบบ A การคูณรวมทุกชั่วโมง โดยนำชั่วโมงงานทั้งหมด มาคูณตามเรทที่ตั้งไว้
ตัวอย่าง
หากพนักงาน ทำงานได้ 121 ชั่วโมง จะนำจำนวนชั่วโมงงานทั้งหมด มาคูณตามเรท คือ 119 x 130 =15,470 บาท
หากพนักงาน ทำงานได้ 140 ชั่วโมง จะนำจำนวนชั่วโมงงานทั้งหมด มาคูณตามเรท คือ 140 x 150 =21,000 บาท
จะเห็นได้ว่า ยิ่งทำมาก ยิ่งได้มากขึ้น
แบบ B การเพิ่มเงินพิเศษให้ เมื่อเกินชั่วโมงงานที่กำหนด
หลักการไม่ได้ต่างจากวิธีแรกมาก เพียงแต่การคำนวณ จะเป็นการเพิ่มเงินเข้าไปในส่วนชั่วโมงที่เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เช่น
ชั่วโมงที่ 1 – 99 ได้ 150 บาทต่อชั่วโมง เกินกว่านี้ เพิ่มให้อีกชั่วโมงละ 30 บาท หากพนักงานทำงานได้ 120 ชั่วโมง จะสามารถคำนวณได้ดังนี้
ผู้ประกอบการที่เลือกใช้วิธีนี้ มักต้องการสร้างแรงจูงใจให้พนักงาน ในการทำงานให้ถึงเรทที่กำหนด เพื่อให้บรรลุยอดขาย พนักงานได้เยอะ สถานประกอบการก็ได้เยอะเช่นกัน
โครงสร้างแบบ เงินเดือน บวก คอมมิสชั่น
เงินเดือนจะสร้างความมั่นคงให้กับพนักงานมากขึ้น ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวมักจะเป็นการจ้างงานของพนักงานประจำ โดยปกติฐานเงินเดือนพนักงานนวดจะมีเริ่มตั้งแต่ 9,000 บาท จนถึง 20,000 บาท ขึ้นอยู่กับ โครงสร้างคอมมิสชั่น อายุการทำงานของพนักงาน กระบอกเงินเดือนของตำแหน่งนั้น ๆ แม้กระทั้งความรู้ความสามารถ ใบอนุญาตต่าง ๆ ก็สามารถนำมาเป็นตัวพิจารณาฐานเงินเดือนได้ โดยมากตำแหน่งพนักงานนวดมักจะเริ่มที่ราคาไม่สูง แต่จะมีรายได้แปรผันมาจากจำนวนชั่วโมงการทำงาน เช่น โครงสร้างที่มีฐานเงินเดือน 10,000 บาท ค่าคอมมิสชั่นแบบตายตัว ชั่วโมงละ 100 บาท ค่าเฉลี่ยของการทำงานต่อเดือน อยู่ระหว่าง 100 – 140 ชั่วโมงต่อเดือน เฉลี่ย 120 ชั่วโมงต่อเดือน สูตรการคำนวณคือ
ยังมีรายได้อื่นเป็นตัวเลขเพิ่มเติมอีก ซึ่งจะขอพูดในช่วงท้ายของบทความ สถานประกอบการที่ใช้โครงสร้างนี้มักจะเป็น Day SPA ที่มีชื่อเสียง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะทาง เวลเนส และสปาที่เน้นการเสริมความงาม โดยราคาการให้บริการมักจะเริ่มต้นที่ค่อนข้างสูง โดยมากมักเริ่มต้นที่ 500 – 950 บาทต่อชั่วโมง
โครงสร้างแบบ เงินเดือน บวก คอมมิสชั่น และมี Service Charge
โดยมาก Hotel SPA หรือ Day SPA / Destination SPA / Wellness ระดับ High end มักจะใช้กัน โดยกลุ่มสถานประกอบการนี้จะมีค่าบริการที่สูง หากเราสังเกตที่ราคาที่แสดง จะมีเครื่องหมาย ++ ต่อท้าย เช่น ค่าบริการ 1,000++ หมายถึง คุณจะต้องชำระค่าบริการจริงที่
โดยปกติ ดังนั้น จากสูตร 1,000++ จะทำการคำนวณด้วยการนำ 1,000 + Service Charge 10% (โดยทั่วไปจะคิดกันที่ 10%) จึงเท่ากับ 1,100 บาท เมื่อนำมาบวก Vat ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 7% จะได้ค่าบริการที่ต้องชำระสุทธิที่ 1,177 บาท
ข้อดีของการมี Service Charge คือ พนักงานจะมีรายได้เพิ่มมาอีก 10% ที่จะนำมาแบ่งกันเป็นรายได้เพิ่มเติมจากเงินเดือนและค่าคอมมิสชั่น ความร่วมมือในการบริการของพนักงานจะมีความสามัคคีมากกว่าปกติ การให้บริการลูกค้าให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้จึงเกิดขึ้น แต่สิ่งนี้ก็เป็นเสมือนดาบสองคม ผู้ใช้บริการที่ต้องจ่ายแพงกว่าราคาปกติ การได้มาซึ่งงานบริการที่ดีไม่หวงของ และความพร้อมในการให้บริการ จึงควรเป็นสิ่งที่ผู้รับบริการควรได้รับ หากมีบริการอื่นที่เท่าเทียมกัน แต่ไม่ต้องเสีย Service Charge ก็อาจจะโน้มน้าวให้เปลี่ยนใจไปใช้บริการที่อื่นได้ หรือหากการบริการไม่เป็นที่พึงพอใจ ก็มักจะเกิดการร้องเรียนได้ง่าย
สปาในโรงแรมของประเทศไทยส่วนใหญ่ จะใช้ระบบโครงสร้างนี้ โดยราคาขายมักจะเริ่มต้นที่ 1,000++ ถึง 1,200++ บาทต่อชั่วโมง โดยลูกค้าหลัก ก็จะเป็นลูกค้าที่พักในโรงแรม ลูกค้าที่มาจากข้างนอกโรงแรมมีจำนวนไม่มาก ฐานเงินเดือนของพนักงานมักจะไม่สูงมาก ค่าคอมมิสชั่นมักจะคิดให้เป็นเปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากราคาขายที่สูง ตัวเลขค่าคอมมิสชั่นจึงไม่สูงมาก มักอยู่ระหว่าง 3 – 5% โดยประมาณ แต่ไฮไลท์ของรายได้จะอยู่ที่ Service Charge ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับจำนวนนักท่องเที่ยว ฤดูกาลการท่องเที่ยว ตั้งแต่ไม่กี่พัน จนถึงหลักหมื่นต่อเดือน เคยมีข่าวว่าโรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่งทางภาคใต้ เคยได้เซอร์วิสชาร์จกันสูงถึง 40,000 – 60,000 บาท ในบางเดือนเลยก็มี
การคำนวณรายได้ คือ
การประกันรายได้ ประกันมือ
ด้วยจำนวนหมอนวด หรือ Therapy ที่มีไม่มาก ผู้ประกอบการที่ไม่ได้ใช้ระบบเงินเดือน จึงต้องหาวิธีมาช่วยเหลือ และสร้างความมั่นคง ความมั่นใจให้กับพนักงานเทอราปิส ด้วยการการันตรีรายได้รายวัน หรือ รายเดือน หรือที่เรียกว่า ประกันมือ หมายถึง ร้านที่จ่ายค่ามือแบบส่วนแบ่ง จะมีรายได้ประกันมือจำนวนหนึ่งตั้งไว้ หากพนักงานมาทำงานในช่วงเวลาที่กำหนด จะได้ทำงานหรือไม่ก็ตาม ก็จะมีรายได้ตามที่แจ้งไว้แน่นอน แต่หากได้ทำงานเยอะจนส่วนแบ่งเกินกว่าประกันมือ ก็จะได้รับตามจริง เว้นแต่เป็นการจ้างแบบเหมาวัน จะได้รับค่าเหนื่อยตามที่ตกลงกันแต่แรกแบบตายตัว ซึ่งจะต้องจ่ายราคาสูงกว่าการประกันมือปกติ
ตัวอย่าง ร้านนวด A ค่ามือชั่วโมงละ 120 บาท ประกันมือวันละ 400 บาท
กรณีพนักงานได้งาน 3 ชั่วโมง ปกติจะมีรายได้ 360 บาท แต่จะได้รับรายได้ 400 บาท ตามประกันที่ตกลงไว้
กรณีพนักงานได้งาน 5 ชั่วโมง จะมีรายได้ 600 บาท ซึ่งเกินจากประกันมือ พนักงานก็จะได้รับตามจริงที่ 600 บาท
บางร้านนวดและร้านสปา อาจใช้วิธีการประกันมือเป็นรายเดือน เช่น ประกันรายได้เดือนละ 12,000 บาท แต่ก็จะมีเงื่อนไขการทำงานงานที่ให้เกิดความยุติธรรมกับนายจ้างด้วย เช่น ต้องทำงาน 20 วันขึ้นไป เป็นต้น ปัจจุบันค่าประกันมือ บางสปาหรูย่านสุขุมวิท เสนอค่าประกันมือกันถึงวันละ 1,000 บาทเลยก็มี รายได้หมอนวดอื่นๆ
เป็นเงินที่ได้นอกเหนือจากเงินเดือน ค่าคอมมิชชั่น และ Service Charge เช่น
รายได้จากการขายของ คูปอง
เบี้ยขยัน ให้พนักงานที่ไม่ขาด-ลา-มาสายในเดือนนั้นๆ โดยมากอยู่ที่ราว 500-1,000 บาทต่อเดือน
ค่ารีเควส เป็นการให้รางวัลกับพนักงานที่ถูกจองล่วงหน้า ทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีก มักจะให้เป็นรายครั้ง เช่น ครั้งละ 50 บาท
ค่า OT สำหรับโครงสร้างแบบรายเดือน เมื่อทำงานล่วงเวลา หรือ วันหยุด จะได้ค่าแรงสูงกว่าปกติที่ 1.5 ถึง 2 เท่า
ค่าเดินทาง หรือค่ากะดึก สำหรับเคสที่ต้องกลับหลังเที่นงคืน ระบบขนส่งมวลชนมักจะสิ้นสุดการให้บริการ ผู้ประกอบการมักให้เป็นค่าเดินทาง หรือ ค่า TAXI เพื่อความสะดวกในการเดินทางกลับในช่วงดึก
ค่าอาหาร บางร้านนวด สปา หรือโรงแรม มักจะมีอาหารไว้บริการพนักงาน แต่บางสปาอาจจะให้พนักงานเตรียมอาหารมาทานเอง จึงได้ให้เป็นเงินค่าอาหาร 1 – 2 มื้อต่อวัน ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแห่ง
โบนัส ขึ้นอยู่กับสถานประกอบการ รายปี หรือ รายครึ่งปี โดยมากมักมีในกลุ่มที่ใช้โครงสร้างแบบเงินเดือน
งานเลี้ยงและท่องเที่ยวประจำปี เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานประกอบการจะจัดขึ้น โดยมากจะมีการจับและแจกรางวัล ทองคำมักเป็นของรางวัลยอดฮิตในงานเลี้ยงเสมอ
ทิป เมื่อเกิดความพึงพอใจในการรับบริการของลูกค้า แต่การให้ทิป หรือไม่ให้สิทธิขาดจะอยู่ที่ลูกค้า ตัวพนักงานไม่สามารถเรียกร้องใดๆ ได้ บางสถานประกอบการที่รับกลุ่มทัวร์โดยเฉพาะ อาจจะบวกทิปไว้ในราคานวด หรือแจ้งให้ลูกค้าเตรียมทิปให้พนักงานแบบตายตัว เช่น รอบละ 100 บาท
สวัสดิการหมอนวด
หากเป็นสปาโรงแรมหรู การให้ความสำคัญของสวัสดิการจะสูงมาก ทั้งอาหาร ซักชุดทำงาน ค่าเดินทางหรือรถรับส่ง ที่พักฟรี ส่วนลด ทำงาน 5 วัน หยุด 2 วัน ทุนเรียน ประกันสังคม ประกันภัย กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งมักจะมีให้เป็นมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นคง และคุณภาพที่ดีที่สุดให้กับพนักงานเทอราปิส ซึ่งหลายสปา ก็ได้นำมาใช้เช่นกัน อาจจะเท่ากัน มากกว่าหรือน้อยกว่า ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการแต่ละแห่ง
ดังนั้น รายได้ขั้นต่ำของงานนวดในไทย หากทำงานในร้านที่ค่ามือชั่วโมงละ 100 ก็จะมีรายได้จากค่าคอมอย่างเดียวประมาณ 10,000–15,000 บาทต่อเดือน ไปจนถึงหลายหมื่นบาท หรือเฉียดแสนบาทในสปาหรู
รายได้เฉียดแสนนั้นยังพอหาได้ในประเทศไทย อยู่ที่ช่องทาง ฝีมือ และการให้บริการของพนักงานเอง บางครั้งการไปทำงานต่างประเทศในหลายๆ ประเทศก็มีรายได้ไม่ต่างจากเมืองไทยมากนัก หรือ อาจจะน้อยกว่ารายได้ในประเทศไทยด้วยซ้ำ
ข้อมูล : siamskill