วันที่ 11 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศโคลอมเบีย หลังเกิดแรงสั่นสะเทือนขนาด 7.4 ในช่วงเช้าวันที่ 10 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางอยู่บริเวณเมืองซาน โฮเซ เดล ปาลมาร์ ในภูมิภาคโชโก ทางตะวันตกของประเทศ และมีจุดศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 107 กิโลเมตร
แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวครั้งนี้สามารถรับรู้ได้เป็นวงกว้างทั่วโคลอมเบีย และไกลออกไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เวเนซุเอลา เอกวาดอร์ และปานามา โดยหลายเมืองทางตะวันตกของโคลอมเบียได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะเมืองมานิซาเลส ซึ่งมีรายงานอาคารหลายแห่งได้รับความเสียหาย ขณะที่หอคอยของอาสนวิหารเก่าแก่ ซึ่งได้รับการระบุว่าเป็นอาสนวิหารที่มีความสูงที่สุดในโคลอมเบีย ได้พังถล่มลงมาจากแรงสั่นสะเทือน
ขณะที่นายกเทศมนตรีเมืองกาลิ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวราว 200 กิโลเมตร เปิดเผยว่า แรงสั่นสะเทือนทำให้อาคารภายในเมืองพังถล่มลงมาแล้ว 32 หลัง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเข้าตรวจสอบพื้นที่และประเมินความเสียหายโดยรอบ
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยของโคลอมเบีย พร้อมด้วยอาสาสมัครและประชาชนในพื้นที่ ระดมกำลังค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่ม ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่อีกส่วนเร่งเคลื่อนย้ายเศษซากและทำความสะอาดพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อเปิดทางให้ทีมกู้ภัยสามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุได้อย่างรวดเร็วที่สุด
ผลกระทบจากแผ่นดินไหวยังส่งผลต่อระบบคมนาคมทางอากาศ โดยสนามบินหลายแห่งในภูมิภาคต้องระงับเที่ยวบินเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยและเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน
สำนักงานธรณีวิทยาของโคลอมเบียระบุว่า เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงที่สุดของประเทศในศตวรรษที่ 21 โดยหลังเกิดแรงสั่นสะเทือนหลัก ยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกอย่างน้อย 21 ครั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดแรงสั่นสะเทือนซ้ำและส่งผลกระทบต่ออาคารที่ได้รับความเสียหายอยู่แล้ว
ต่อมา อาเบลาร์โด เด ลา เอสปรีเอญา ประธานาธิบดีโคลอมเบีย ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งก่อนเกิดเหตุ เปิดเผยตัวเลขความสูญเสียเบื้องต้นว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 111 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บไม่น้อยกว่า 87 ราย ขณะที่บ้านเรือนและอาคารต่าง ๆ ได้รับความเสียหายประมาณ 1,600 หลัง ในจำนวนนี้อย่างน้อย 61 หลังพังถล่มลงมาทั้งหลัง และยังมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งที่คาดว่าอาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร
จากสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรง ประธานาธิบดีโคลอมเบียประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถระดมทรัพยากรและกำลังเจ้าหน้าที่เข้ารับมือกับภัยพิบัติได้อย่างเต็มที่ พร้อมกำชับให้ภารกิจค้นหาและช่วยเหลือผู้ที่ยังติดอยู่ใต้ซากอาคารเป็นภารกิจเร่งด่วนและมีความสำคัญสูงสุดในขณะนี้