วันที่ 24 กันยายน 2569 เว็บไซต์ต่างประเทศ South China Morning Post ได้มีการนำเสนอเรื่องราวของ ตงหมิน แพทย์หญิงชาวจีน วัย 48 ปี ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานในวงการแพทย์มา 20 ปี ก่อนตัดสินใจลาออกมาเปิดร้านขายซาลาเปา ซึ่งแม้การทำงานหน้าเตาจะทั้งหนักและยุ่งจนทำให้เหน็ดเหนื่อยไม่ใช่น้อย แต่กลับทำให้เธอมีความสุขอย่างเหลือเชื่อ
เรื่องของตงหมินกลายมาเป็นที่สนใจอย่างมาก นับตั้งแต่เธอเปิดร้านขายซาลาเปาในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ เมื่อปี 2566 หลายคนสงสัยในการตัดสินใจของเธอ และเธอเองก็ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย แม้แต่ครอบครัวก็คัดค้าน แต่ในเวลาเพียงแค่ 3 ปี ร้านซาลาเปาของตงหมินกลับรุ่งเรืองมาก จนเพิ่งจะเปิดสาขาที่ 2 ไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา

สำหรับ ตงหมิน เธอสำเร็จจากศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอู่ฮั่น เมื่อปี 2542 และทำงานเป็นสูตินรีแพทย์ในเมืองเซินเจิ้นอยู่หลายปี ก่อนจะย้ายมาอู่ฮั่นเพื่อช่วยแม่บริหารคลินิกเอกชน เมื่อแม่ของเธอเกษียณ ทั้งคู่ปิดคลินิกและย้ายกลับมาบ้านเกิดที่เมืองเทียนเหมิน ในมณฑลหูเป่ย์ จากนั้นตงหมินจึงกลับไปทำงานต่อในฐานะแพทย์ และเป็นผู้แทนตามกฎหมายของโรงพยาบาลชุมชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
ตงหมิน กล่าวว่า ในฐานะแพทย์ ฉันเผชิญความเครียดทางจิตใจอย่างมาก นอกจากการรักษาผู้ป่วยแล้ว ฉันยังต้องทุ่มพลังงานในการจัดการเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการแพทย์ เช่น รับมือกับการตรวจสอบที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจากหน่วยงานราชการต่าง ๆ ในจีนเป็นที่รู้กันว่าความสัมพันธ์ระหว่างโรงพยาบาลกับผู้ป่วยมักจะตึง ๆ หากมีข้อพิพาททางการแพทย์เกิดขึ้น ฉันต้องเป็นคนรับผิดชอบเต็ม ๆ เพราะเป็นผู้แทนตามกฎหมายของโรงพยาบาล

จนกระทั่งปี 2556 เธอเริ่มสนใจในธุรกิจขายซาลาเปา โดยได้แรงบันดาลใจจากเพื่อนที่ทางบ้านมีร้านขายซาลาเปาอยู่ ตอนแรกเธอเพียงแค่ลงทุนเปิดร้านซาลาเปา แต่เมื่อพ่อครัวลาออกกะทันหัน ตงหมินจึงต้องเรียนรู้การทำซาลาเปาด้วยตัวเอง ซึ่งเธอก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว และพบว่าตัวเองมีความสุขมาก สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจลาออกจากอาชีพแพทย์มาบริหารร้านซาลาเปาอย่างเต็มตัว
ตอนแรกครอบครัวของเธอก็คัดค้านการตัดสินใจนี้ เนื่องจากอาชีพแพทย์มักถูกมองเป็นอาชีพที่มีเกียรติและได้รับความเคารพนับถือ อย่างไรก็ตาม ตงหมิน ตอบกลับว่า ฉันอายุใกล้จะ 50 ปีแล้ว ผ่านประสบการณ์อะไรมามากมาย ฉันไม่สนใจหรอกว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับฉัน ฉันก็แค่อยากใช้ชีวิตในแบบที่ฉันชอบ และใช้ชีวิตเพื่อตัวเองบ้าง

เมื่อเวลาผ่านไป แม่กับพี่ชายของเธอก็เริ่มสนับสนุนทีละเล็กละน้อย บางครั้งก็มาช่วยงานที่ร้านด้วย ขณะที่ตงหมินบอกว่า การเปิดร้านซาลาเปาแตกต่างจากงานเดิมอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เธอไม่รู้สึกกดดันทางใจเลยสักนิด แม้จะต้องทำงานมากกว่าวันละ 10 ชั่วโมงก็ตาม

ทั้งนี้ ตงหมิน ถือเป็นตัวแทนของเทรนด์ปัจจุบันที่บุคลากรแพทย์ตัดสินใจลาออกไปทำงานอื่นที่ถูกมองว่ามีเกียรติน้อยกว่า โดยเมื่อปี 2567 แพทย์จากมณฑลเจ้อเจียง ที่มีประสบการณ์ทำงานในห้องแล็บของโรงพยาบาลใหญ่ 13 ปี ก็ตัดสินใจลาออกมาเริ่มเปิดร้านขายของว่างแบบแผงลอย โดยบอกว่ารายได้จากร้านแผงลอยนี้สูงกว่ารายได้เดิมของเขาที่ไม่ถึงเดือนละ 10,000 หยวน (ราว 49,000 บาท)
ขณะที่เพจหนึ่งในชุมชนแพทย์ของจีนได้แสดงความคิดเห็นว่า แพทย์ไม่ได้แบกรับภาระความเหนื่อยล้าทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังต้องทนทุกข์กับภาวะหมดไฟด้วย นี่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อทั้งอุตสาหกรรม ไม่ใช่เฉพาะใครคนใดคนหนึ่ง พวกเขาต้องเจอกับภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแพทย์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และมีความเสี่ยงที่จะถูกคนไข้ร้องเรียน แต่รายได้กลับไม่สอดคล้องกับการศึกษาขั้นสูงและความพยายามที่พวกเขาทุ่มเทลงไป
ข้อมูล South China Morning Post