พุ่งสูงไม่หยุด เปิดยอดผู้เสียชีวิตล่าสุด หลังอิหร่านโดนถล่มเละ
ข่าวต่างประเทศ

พุ่งสูงไม่หยุด เปิดยอดผู้เสียชีวิตล่าสุด หลังอิหร่านโดนถล่มเละ

วันที่ 4 มีนาคม 2569 สำนักข่าวALJAZEERA รายงาน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังลุกลาม โดยกองทัพอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาได้ปะทะกับกองกำลังอิหร่าน ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเข้าสู่วันที่ 5 ของสงคราม ล่าสุดเสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศได้ดังกึกก้องไปทั่วประเทศอิสราเอล ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องหนีตายเข้าหลุมหลบภัย ท่ามกลางเสียงระเบิดจากการยิงสกัดกั้นขีปนาวุธของอิหร่านที่พุ่งโจมตีเข้ามาหลายระลอก

กองทัพอิสราเอลได้ประกาศเตือนภัยฉุกเฉินตั้งแต่ช่วงเช้า โดยสั่งให้ประชาชนในพื้นที่เยรูซาเลม เทลอาวีฟ และเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศ เข้าสู่ที่กำบังทันที หลังตรวจพบการยิงขีปนาวุธจำนวนมากจากฝั่งอิหร่าน ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสกัดกั้นภัยคุกคาม แต่มีเศษซากบางส่วนตกลงในพื้นที่เมืองเบตเชเมช ทางตะวันตกของเยรูซาเลม สร้างความเสียหายและความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้มีภาพบันทึกเหตุการณ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 เผยให้เห็นระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลขณะยิงสกัดขีปนาวุธเหนือกรุงเยรูซาเลม

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเตหะรานได้เปิดฉากตอบโต้ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธและส่งโดรนจำนวนมากโจมตีอิสราเอลรวมถึงเป้าหมายทั่วอ่าวเปอร์เซีย ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านประกาศว่า กองกำลังภาคพื้นดินได้เข้าสู่สนามรบอย่างเต็มรูปแบบแล้ว พร้อมระบุว่ามีการใช้โดรนกว่า 230 ลำในปฏิบัติการครั้งนี้ และยังมีการอ้างถึงปฏิบัติการทางเรือที่มุ่งเป้าโจมตีเรือรบของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

สำหรับสถานการณ์ในฝั่งอิหร่าน มีรายงานเสียงระเบิดขนาดใหญ่ดังสนั่นในกรุงเตหะราน เมืองคาราจ และเมืองอิสฟาฮาน ซึ่งเกิดจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพอิสราเอลที่มุ่งเป้าทำลายฐานที่มั่นของกองกำลังอิหร่าน รวมถึงอาคารที่เกี่ยวข้องกับกองกำลังบาซิจและกองบัญชาการความมั่นคงภายใน โดยทางสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการโจมตีร่วมกันของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลว่ามีจำนวนอย่างน้อย 787 รายแล้ว

ความขัดแย้งครั้งนี้ได้ลุกลามไปทั่วภูมิภาค โดยกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียรายงานว่าสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธร่อนได้ 2 ลูกเหนือเขตปกครองอัล-คาร์จ เช่นเดียวกับกระทรวงกลาโหมคูเวตที่สามารถทำลายเป้าหมายทางอากาศที่เป็นปรปักษ์ซึ่งรุกล้ำเข้าน่านฟ้าได้สำเร็จ ท่ามกลางการคาดการณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ที่ประเมินว่าสงครามครั้งนี้อาจยืดเยื้อยาวนานถึงหนึ่งเดือน

ผู้สื่อข่าวในพื้นที่รายงานเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณของการลดระดับความรุนแรงใดๆ สถานการณ์โดยรวมยังมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับประชาคมนานาชาติอย่างมาก ถึงผลกระทบที่อาจจะตามมาต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจในระดับโลก