วันที่ 6 มกราคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ออกแถลงการณ์ตอบโต้กรณีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างรุนแรง โดยระบุว่าไทยยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง มีการรื้อถอนบ้านเรือนของพลเรือนและทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรม แม้จะมีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา
แถลงการณ์ระบุว่า ทหารไทยได้บุกรุกเข้าไปในบ้านเรือนของพลเรือนเพื่อปล้นสะดมและยึดทรัพย์สินส่วนตัว เช่น รถจักรยานยนต์ รถไถนา และอุปกรณ์ต่างๆ ในพื้นที่ซึ่งกัมพูชายืนยันว่าเป็นเขตอธิปไตยของตน โดยเฉพาะในหมู่บ้านเปรยจัน, จุกเจย และบึงตระกวน ในจังหวัดบันเตียเมียนเจย รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดพระวิหาร, อุดรมีชัย และโพธิสัตว์
เหตุความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้ครอบครัวชาวกัมพูชานับพันต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น สูญเสียที่ดิน และไร้ที่อยู่อาศัย ซึ่ง CHRC ถือว่าเป็นการละเมิดปฏิญญาสากลและพันธกรณีระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิในที่อยู่อาศัยอย่างร้ายแรง
ภายใต้การแนะนำของสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 CHRC ได้ยื่นหนังสืออุทธรณ์ด่วนถึง นายโฟลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และผู้ตรวจสอบพิเศษด้านสิทธิในที่อยู่อาศัย โดยมีข้อเรียกร้องหลัก 5 ประการ ได้แก่
1. ตรวจสอบผลกระทบจากการที่ไทยทำลายที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินในกัมพูชา
2. ยุติการขับไล่ การทำลายบ้านเรือน และการขัดขวางไม่ให้พลเรือนกลับเข้าพื้นที่
3. เรียกร้องให้ไทยถอนกำลังออกจากดินแดนกัมพูชา และหยุดการรื้อถอนบ้านเรือนทั้งหมด
4. บันทึกสถานการณ์นี้เป็นกรณีร้ายแรงของการละเมิดสิทธิในที่อยู่อาศัยจากความขัดแย้ง
5. ผลักดันให้ไทยจ่ายค่าชดเชยและเยียวยาเหยื่อชาวกัมพูชา พร้อมรับประกันว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำ
CHRC ย้ำว่า ที่อยู่อาศัยคือสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร การล่าช้าของการแทรกแซงจากนานาชาติจะยิ่งทำให้ความทุกข์ทรมานด้านมนุษยธรรมรุนแรงขึ้น และทำลายความเชื่อมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ
ท่ามกลางความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น ความเงียบไม่ใช่ความเป็นกลาง แต่คือการเปิดทางให้ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับผิดชอบ แถลงการณ์ระบุ พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกใช้มาตรการที่เด็ดขาดเพื่อปกป้องชีวิตและศักดิ์ศรีของพลเรือนชาวกัมพูชา และบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศต่อกองทัพไทยอย่างเร่งด่วน